สนใจนำเรื่องสั้นของ ปูล่า จัดพิมพ์ ติดต่อ ที่ มีมี่ / Line : meomee

หนีออกจากบ้าน



ดาวน์โหลด เรื่องสั้น หนีออกจากบ้าน อ่านไฟล์ PDF ฟรี คลิก

เรื่องสั้น “หนีออกจากบ้าน”


ฉันเดินอยู่ข้างถนนดินลูกรัง เพื่อเดินทางไปที่ไหนซักที่ แต่ขอไปให้ไกลจากที่ฉันจากมา เมื่อได้ยินเสียงเครื่องรถยนต์หรือว่ามอเตอร์ไซด์ ฉันก็จะวิ่งหลบเข้าข้างทาง เพราะกลัวจะเจอคนที่รู้จัก ทำไมหน่ะหรือ ก็ตอนนี้ฉันหนีออกจากบ้านอยู่หน่ะซิ แม้ไม่รู้จุดหมายปลายทาง แต่ฉันก็ไม่หวั่นใจอะไรทั้งนั้น เพราะ คนที่เค้าบอกว่ารักฉัน เค้าได้ทำร้ายฉัน ทั้งร่างกายและจิตใจ เค้าคงคิดว่า ฉันเป็นคนไม่มีทางไป ฉันจะแสดงให้เค้าเห็นว่า ฉันสามารถอยู่ด้วยตัวเองได้ ไม่ต้องพึ่ง

ฉันเป็นลูกสาวคนเดียวของครอบครัว เป็นลูกสาวที่แม่ไม่ต้องการ เป็นลูกสาวที่พ่อปกป้องไม่ได้ ฉันรู้สึกแบบนั้นเพราะการกระทำของทั้งสอง ฉันไม่อยากกล่าวโทษผู้มีพระคุณหรอกนะ เพราะรู้ว่ามันเป็นบาป ลูกต้องสำนึกคุณและตอบแทน ฉันเคยอ่านหนังสือ ว่า ลูกที่อกตัญญู จะต้องตกนรก ขุมโลกันตนรก ซึ่งเป็นนรกขุมที่ลึกที่สุด ฉันไม่ได้ทำร้าย ทรมานพ่อแม่ แต่สิ่งที่ฉันกำลังคิดมันเหมือนการนินทาว่าร้าย แต่ให้ตายเถอะ ถ้าฉันไม่พูด ใคร ๆ ก็คงไม่เข้าใจเหตุผลของการกระทำของฉันเป็นแน่ และสิ่งที่ฉันกำลังจะเดินทางออกไปพบเจอ มันก็อาจคงจะยิ่งเลวร้าย ฉันก็ไม่หวั่น

ครอบครัวของฉันดูเหมือนจะอบอุ่นในสายตาคนภายนอก พ่อและแม่บอกเสมอว่า ภาคภูมิใจที่ มีลูกอย่างฉัน เวลาที่คุยกับเพื่อนบ้าน ก็คุยว่าฉันเป็นเด็กดี ขยันเรียนหนังสือ และเป็นเด็กเชื่อฟัง ไม่ดื้อ ช่วยทำงานบ้าน จะไม่ให้ฉันทำได้อย่างไร เพราะถ้าหากทำช้า หรือ เอ้อละเหยหล่ะก็ ฉันก็จะโดนทุบตีจากแม่ ซึ่งทุกครั้งที่โดนตีฉันจะนั่งร้องให้อยู่ที่มุมของห้อง นั่งทบทวนการกระทำของตัวเองว่า ฉันเป็นเหมือนเด็กปกติทั่วไปหรือป่าว ที่โดนตีอยู่เป็นประจำ และฉันก็มีคำตอบให้ตัวเองเสมอว่า เด็กคนอื่นไม่ได้โดนแบบที่ฉันโดนหรอก ดูซิแค่หกล้มนิดหน่อย ก็โอ๋กันมากมาย ต่างกับฉัน หากล้ม ก็โดนว่าฉันไม่ ดูตาม้าตาเรือ หรือ โง่บ้าง ฉันเรียกมันว่า “การทำร้าย” ที่ผู้ใหญ่ให้เหตุผลของการกระทำตัวเองว่า“รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี”

ทุกครั้งที่โดนตี ก็จะคิดเสมอว่า “ฉันเกิดมาทำไมนะ” ฉันเคยได้ยินเสมอเวลาที่ไปวัด พระจะบอกว่า “คนเราเกิดมาชดใช้กรรม” ทุกสิ่งที่เราเป็นเกิดจากเวรกรรมที่เราทำทั้งสิ้น ที่แมลงวันเกิดมีชีวิตอยู่ไม่ถึง 13 วัน ก็ต้องตายไป กรรมอะไรนะที่จะทำให้ฉันเกิดมาเป็นนก ได้บินไปสู่โลกกว้างด้วยปีกและขาของฉันเอง คิดถึงคนที่เกิดมารวย มีคนรักห้อมล้อม อาจเพราะเมื่อชาติที่แล้วทำบุญมาดี หรือ อาจเพราะชาติที่แล้ว ฉันทำร้ายลูกของฉันกันนะ ชาตินี้ ฉันถึงโดนทุบตีขนาดนี้

หรืออาจจะเป็นด้วยเหตุผลหนึ่ง ที่ฉันได้ยินมาจากคนที่ฉันรู้จักกับพ่อแม่ ที่มาเยี่ยมทักทาย พูดถึงฉันว่า “ลูกสาวตัวโตจะเท่าแม่แล้ว ดีจัง มีลูกทันใช้ “หรือว่าที่เค้าให้ฉันเกิดมาก็เพื่อรับใช้กันนะ นี่อาจจะเป็นคำตอบ สำหรับคำถามที่ ฉันเกิดมาทำไม

เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา แม่บอกให้ฉันไปตักน้ำในโอ่งมาหุงข้าว ฉันก็เดินไปทำตามคำสั่ง ไม่มีขันในโอ่ง ความคิดก็ปรู๊ดเข้ามา ว่า เอาหม้อข้าวลงไปตักเลยดีกว่า ง่ายดี จะไม่ให้น้ำข้าวไหลออกไปปนกับน้ำดีในโอ่งน้ำฝนเด็ดขาด “ทำอะไรหน่ะ” เสียงแม่ดังแหว ขณะที่ฉันเอาหม้อข้าวจุ่มลงไปในโอ่งน้ำฝน ใจฉันหายตกลงไปที่ตาตุ่ม รีบดึงหม้อข้าวออกมาจากโอ่ง ด้วยความตกใจ เจ้ากรรม หม้อข้าวมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น จากเดิม เพราะกะน้ำหนักไม่ได้ ทำให้มันกลิ้งหล่นลงข้าง ๆ โอ่ง ข้าวดิบและน้ำก็หล่นกระจายไปทั่ว แม่โกรธมาก เดินฉับ ๆ มาหยิบหม้อข้าว ยกมาเขกหัวฉันดังโป๊ก ๆ ฉันนับได้ว่า 3 ที แล้วแม่ก็เอาหม้อข้าวไป ฉันทรุดตัวนั่งลงเพราะเจ็บและงงกับเหตุกาณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

น้ำตาแห่งความเจ็บหลั่งไหล แต่ไม่เท่ากับความเจ็บจากความน้อยใจ ที่มันกัดกร่อนหัวใจดวงน้อย มันเปาะบางซะจน แค่เพียงสัมผัสมันเบา ๆ ก็พร้อมที่จะแหลก หล่นทลายลงมาทันที พ่อวิ่งมาดูและคุกเข่าลงข้าง ๆ มองด้วยความสงสารและพูดว่า ให้อภัยแม่นะลูก อย่างที่พ่อเคยบอก เพราะว่าแม่เค้ามีสิ่งกดดันหลายอย่าง เพราะว่ารักของพ่อและแม่ไม่ได้รับการเห็นด้วยจากผู้ใหญ่ ทำให้แม่เค้าประสาทไม่ค่อยดี คำพูดซ้ำ ๆ เดิม ๆ ที่พ่อบอกกับฉันทุกครั้งที่ฉันถูกตี

อภัยแม่ด้วยนะ คำคำนี้ ยังติดหูของของฉัน พ่อจะพูดเพื่ออะไร พูดด้วยความห่วงใย ไม่อยากให้ฉันคิดมาก แต่ฉันกลับรู้สึกว่าพ่อทำไมไม่ปกป้องฉันเลยทำไมต้องให้ฉันอดทน ทำไมไม่ไปบอกแม่ว่าอย่าทำร้ายฉัน ฉันเป็นลูกนะ ฉันต้องมารับกรรมจากการกระทำที่ทำของทั้งสองคน ถ้าเลือกได้ เป็นแบบนี้ขอไม่เกิดมาดีกว่า ฉันพูดอยู่ในใจไม่กล้าที่จะเปล่งเสียงออกมา มีแต่น้ำตาที่ไหลไม่หยุด “ ไปปลอบมันทำไม ” เสียงแม่คำรามมาจากในบ้าน

ฉันลุกขึ้นและวิ่งออกมา ฉันกล้าวิ่งหนีออกมาต่อหน้าพ่อ เพราะรู้ว่า พ่อคงไม่ดึงฉันไว้ หรือว่าทำร้ายฉัน แต่ฉันไม่กล้าที่จะวิ่งแบบนี้กับแม่หรอก เพราะแม่ก็คงวิ่งตามมาดึงฉันและตีฉัน และระเบิดด้วยอารมณ์โกรธอีกแน่นอน

วิ่งมาได้ไม่กี่นาทีก็มาใกล้สะพานที่จะข้ามไปฝั่งสวน ฉันก็หยุดวิ่งและค่อย ๆ เดินผ่านสะพานไม้ อันเดียวที่วางคาบไว้ เหมือนเส้นแบ่งอาณาเขต บ้านกับสวน ฉันเข้ามาในอาณาจักรของฉันแล้ว เมื่อเข้ามาในสวนฉันรู้สึกผ่อนคลายและสบายใจ มองต้นไม้เหมือนกับได้กลับมาบ้าน แม้ที่แห่งนี้จะไม่มีห้องกั้น มีเฟอนิเจอร์ที่สวยงาม แต่อยู่ในสวนกับต้นไม้ที่มองเห็น ความรู้สึกมันดีมากกว่า สิ่งที่ก่อสร้างที่เรียกว่า พื้นที่ในบ้านที่มีแต่ความคลุกกรุ่นของอารมณ์ของแม่ตลอดเวลา ฉันก็มานั่งลงข้างต้นมะพร้าว ก้านที่เหี่ยวแห้ง โน้มลงมาใบระพื้น ฉันเอามันมาวางบัง ๆ ทำเป็นกระโจม ที่นี่แหล่ะคือบ้านของฉัน ที่ที่ฉันจะอยู่อย่างสบายใจ

ความห่างไกลจากที่บ้านทำให้ฉันมีเวลาคิดโดยไม่มีความรู้สึกกลัวใด ใด ฉันได้มีอิสระทางความคิดอย่างแท้จริง ไม่กลัวว่าแม่จะเข้ามาโดยที่ฉันไม่รู้ตัว แต่ถ้าหากแม่มาจริง ๆ แค่ก้านใบมะพร้าวคงไม่ครณามือแม่หรอกมาลงโทษกับความผิดที่ฉันไม่รู้ว่า มันเป็นความผิดจริง หรือ เพราะว่าแม่อารมณ์ไม่ดีกันแน่ ลมเย็น ๆ เหมือนช่วยปลอบประโลมใจ น้ำตาเริ่มเหือดแห้งไม่ไหลออกมา แต่ว่ามันซึม ซึมเข้าไปข้างในใจ ของฉัน และไม่รู้ว่ามันจะเหือดแห้งไปหรือไม่

และฉันก็ผล๊อยหลับไปนาน ในความฝัน ฉันเดินอยู่ข้างถนนดินลูกรัง ฉันเดินอยู่ข้างทางเพราะไม่อยากให้คนรู้จักเห็นฉันว่ากำลังจะไปไหน ยิ่งเดินหาทางกลับยิ่งมืดมิด มองไม่เห็นข้างทางว่าเป็นอะไร มองไม่เห็นแม้เท้าที่ก้าวเดิน แต่ฉันก็ไม่หยุดเดิน เพราะเห็นแสงสว่างอยู่ไกล ๆ มีจินตนาการเกิดขึ้นในความคิด แสดงให้ฉันเห็นว่า เมื่อถึงแสงนั้นแล้ว ฉันจะมีความสุข ตลอดไป

ที่นั่นจะมีประสาท มีชายผู้สง่างาม แต่สีหน้าอมทุกข์เศร้าหมอง ผู้ที่อ้างว้างโดดเดี่ยว เพราะภรรยาเค้าได้ตายจากและลูกสาวได้หายสาบสูญ เค้าเฝ้ารอลูกสาวที่หายไป และเมื่อเค้าได้พบฉัน เค้าก็ถูกชะตาและรับฉันเป็นลูก หวงแหนพร้อมที่จะปกป้อง เขาสอนให้ฉันได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ให้ฉันได้เรียนดนตรี ศิลปะ วรรณกรรม และวิธีใช้ชีวิตที่งดงาม จนกระทั่งฉันเติบโตเป็นหญิงสาวที่งามสง่าและฉลาด เช่นเขา เป็นลูกสาวของผู้ปกครองบริวารและประสาท จนวันหนึ่งได้พบกับเจ้าชายผู้ผ่านมาค้นหารักแท้เพื่อไปอยู่ในดินแดนแห่งความสุขตลอดไป

จนถึงสุดทาง มองเห็นเป็นอุโมงก่อนที่จะลอดออกไปสู่แสงนั้น มีสิ่งประหลาดเกิดขึ้น จะเรียกสิ่งนั้นว่าปีศาจได้มั้ย มันปรากฎตัวต่อหน้า ซึ่งตอนแรกเป็นแค่ควัน แต่ค่อย ๆ แจ่มชัด มองเห็นว่าสิ่งนั้นอยู่ในผ้าคลุมสีดำ แต่ข้างในเป็นสีแดง ดวงตาแดงก่ำ ผิวหนังของมันแห้งแทบจะเป็นเนื้อเดียวกระดูก จนไม่แน่ใจว่า สิ่งนั้นยังมีชีวิต มันยื่นมือออกมาแตะที่หน้าผากของฉันและพูด

“ แน่ใจหรือ ว่าเจ้าจะเข้าไปที่แห่งนั้น ที่ที่เจ้าจะไม่ได้พบพ่อแม่ เพื่อนพ้อง บุคคลที่เจ้ารู้จัก ตลอดไป” เสียงของมันหวีดหวิว จนฉันแทบจะต้องเงี่ยหูฟัง
“ที่นั่นมีทุกอย่างตามที่ฉันเห็นหรือไม่ หรือว่ามันเป็นแค่สิ่งลวงใจ” ฉันถามเพราะไม่แน่ใจกับสิ่งที่เห็นและ บุคคลที่มาถาม มันเหมือนไม่ค่อยเข้ากันเท่าไหร่ แต่ความรู้สึกของฉันคือ ฉันต้องเข้าไปให้ได้ ไม่อย่างงั้นคงต้องเสียใจไปตลอดแน่นอน
“ข้าไม่รู้หรอกว่าที่นั่นจะเป็นเหมือนที่เจ้าใฝ่ฝันหรือไม่ มันอยู่ที่เจ้าเอง เด็กน้อย “ ปีศาจตนนั้น บอกเสียงแหบพล่าดังขึ้นมาอีกหน่อย
“ฉันแน่ใจ” ฉันพูด และสาวเท้าก้าวผ่านสิ่งนั้นไปอย่างไม่ลังเล
“ ก็แล้วแต่เจ้า เด็กน้อย ห้า ห้า ห้า “ เสียงปีศาจตนนั้นหัวเราไล่หลังมา ทำไมมันช่างเยือกเย็นนัก

เมื่อแสงแรก กระทบ ใบหน้า วูบแรกเท่านั้น ที่รู้สึกสงบ สบาย แต่ไม่นาน นักเหมือนมีเข็มหลายร้อยเล่มมาทิ่มแทงทั่วทั้งร่างกาย วูบวาบ ใจหาย เหมือนกับร่างกายโดนโยนขึ้น ไปบนอากาศ และหล่นลงมาและก็โดนโดนโยนขึ้นไปอีก มีแสงสีขาววิ่งเข้ามาที่หน้าและแทรกลงไประหว่างหน้าผาก เหมือนโดนตรึงด้วยตะปูเล่มยาว รู้สึกว่ามันช่างเจ็บปวดและทรมาน

เป็นเวลาเนิ่นนาน... ได้ยินเสียงหวีดร้องไกล ๆ เรียกให้คนช่วย ส่วนฉันหน่ะหรือไม่มีแรงแม้แต่ลืมตา ฉันถูกอุ้มขึ้น ไปที่ไหนซักที ซักพักรอบกายก็มีเสียงแซ่เซ็ง มีเสียงร่ำไห้ ร้องเรียกชื่อใคร คนหนึ่ง “นายใหญ่มาแล้ว ถอยหน่อย ” ฉันได้ยินคนหนึ่ง ในผู้คนพูดขึ้น ทุกเสียงเงียบแต่ก็ยังมีเสียงสะอื้นออกมาท่ามกลางคนเหล่านั้น เสียงฝีเท้าหนัก ๆ มาหยุดยืนและเหมือนทรุดเท่าลงข้างกายฉัน ฉันสัมผัสได้ถึง มือใหญ่ ๆ ที่มากุมกำมือน้อย ๆ ของฉันไว้ และอ้อมกอดที่แข็งแรงนั้น ได้โอบชั้นไว้ มีน้ำหยดเล็ก ๆ ร่วงหล่นลงมาที่แก้มของฉัน

“ลูกของพ่อ ในที่สุดพ่อก็ได้เจอลูก… “ นี่มันหมายความว่ายังไง ผู้ชายคนนี้เรียกเราว่าลูกงั้นหรือ ... หรือว่าสิ่งที่ฉันเห็นในจินตนาการ มันกำลังจะเป็นความจริง แต่ทำไมฉันไม่มีเรี่ยวแรงที่จะลืมตา และมองผู้ที่เรียกฉันว่าลูก ไม่มีแรงที่จะขยับแขนขา เพื่อจะโอบกอดตอบผู้ที่เรียกตัวเองว่าพ่อ...

ฉันอยากจะลืมตามอง เพื่อให้รู้ว่าผู้ชายที่คุกเข่าอยู่ข้าง ๆ ฉันนี้ ใช่คนเดียวกันกับที่เห็นในจินตนาการหรือไม่ พยายามที่จะพูด เพื่อให้ทุกคนที่ร่ำให้อยู่นี้ได้สบายใจ แต่ก็ไม่มีเสียงใด ๆ ที่สามารถรอดออกมาจากลำคอได้เลย
"ทำไมลูกของฉันถึงไม่ตอบสนองใด ๆ เลยหล่ะ มีแต่เสียงลมหายใจเท่านั้น" ชายที่เรียกฉันว่าลูกเอ่ยถามคนรอบข้าง แต่ไม่มีใครตอบอะไร
"ไปตามหมอสมิธมา ให้เร็วที่สุด" สิ้นเสียง ได้ยินเสียงใครคนหนึ่งคนลุกออกไปอย่างรีบร้อน

จากนั้นฉันก็โดนอุ้มขึ้นเพื่อพาไปที่ไหนซักที่ ที่ฉันไม่สามารถมองเห็นได้แต่ใช้ความรู้สึกสัมผัสได้ว่า รอบข้างเหมือนเป็นกลิ่นดอกไม้หอมนานาชนิด เสียงนกร้องขับขานเหมือนเป็นการต้อนรับการกลับมาของฉัน

ฉันถูกวางในเตียงนุ่ม ผ้าห่มผืมใหญ่ถูกวางบนตัวฉัน ให้ห้องก็อบอุ่นพอดี ไม่หนาวและ ไม่ร้อน ตอนนี้ฉันรู้สึกปลอดภัย เพราะ ชายคนที่เรียกตัวเองว่าพ่อ เค้านั่งอยู่ข้างเตียง กุมมือ และ ลูบหัวของฉันอย่างแผ่วเบาตลอดเวลา แม้จะไม่สามารถมองเห็นด้วยตาแต่รู้สึกข้างในใจว่า เขาห่วงใย และรักฉันเหลือเกิน ความสุขใจมันเอ่อล้นจนน้ำตาไหลออกมา นี่ซิคืออการแสดงออกถึงความรักอย่างแท้จริงที่ฉันต้องการมานาน ความรักที่อาจไม่จำเป็นที่จะต้องพูด และการสัมผัสเล็กน้อยเท่านี้ ก็ทำให้อุ่นใจมากมาย

พักใหญ่ก็รู้สึกว่ามีคนเข้ามาในห้อง
"คุณหมอครับ ช่วยไลล่าของผมด้วยครับ ผมไม่เข้าใจว่าทำไมเธอไม่ขยับเลย "
"ครับ ผมขอดูเธอหน่อยนะครับ " คนเป็นหมอเข้ามาแทนที่ เพื่อตรวจเช็คตัวฉัน จนสักครู่ เค้าจึงเอ่ย
"ผมไม่แน่นะครับว่าเกิดอะไร ร่างกายก็ดูปกติดี มีแผลฟกช้ำนิดหน่อย แต่ไม่น่าที่จะทำให้เธอขยับไม่ได้ คิดว่าน่าจะรอดูอาการพรุ่งนี้อีกที "
"ครับผมทราบว่าเธอปลอดภัยเป็นปกติ ผมก็ดีใจแล้วครับ ได้พบเธออีกครั้ง ก็นับเป็นเรื่องที่วิเศษสำหรับผมมากแล้ว " เสียงคุณหมอเดินออกไป ทุกอย่างก็เข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจของฉันอีกครั้ง มือนั้นยังกุมอยู่ไม่ห่างจนกระทั่งฉันเข้าสู่นิททราอีกครั้ง

เมื่อรู้สึกตัวอยากจะลืมตา เพื่อไปทำกิจวัตรส่วนตัว เรียกสติตัวเองอีกครั้ง ยังจำความฝันได้ว่า ได้อยู่ในที่อบอุ่นและมีความรัก ช่างแจ่มชัดในความรุ้สึกนัก เอาหล่ะวันนี้เช้าวันใหม่แล้ว ฉันจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ ฉันจะเป็นคนดี ทำชีวิตของตนเองให้ดี สิ่งที่ร้าย ๆ สิ่งที่ไม่พึ่งใจยังไง ก็ช่างมัน เดี๋ยวก็ผ่านไป ฉันก็จะโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่ดี เอาหลฃ่ะสิ่งที่เราจะต้องทำวันนี้มีอะไรบ้างนะ อะไรกันแขนขามันไม่ขยับเหมือนดั่งใจคิด แม้แต่ดวงตาก็ไม่มีแรงแม้จะลืมขึ้น

ตอนนี้รู้แล้วว่า สิ่งที่ฉันได้ยินและรู้สึกมันเป็นเพียงแค่ความฝัน แต่ทำไมฉันยังไม่ตื่นซักที ลืมตาไม่ได้ คอก็แห้ง แขนขาก็ขยับไม่ได้ ฉันอยากจะตื่นแล้ว แต่ก็ทำได้แค่คิด มีเสียงคนร้องให้อยู่ข้าง ๆ เตียง เป็นเสียงของแม่ และมีเสียงที่ฉันคุ้นเคยอีกหลายเสียง กำลังปลอบใจเธออยู่

"ไหนหมอบอกว่าอะไรบางไหนบอกพวกเราซิ " เสียงใครคนหนึ่งรบเร้าให้ใครซักคนพูด
"หมอบอกว่าคืนนี้ เธอจะต้องจากไป เค้าไม่สามารถจะพยุงชีวิตของเธอได้อีกต่อไป งูที่กัด มันเป็นงูจงอาง มีพิษร้ายแรง ที่จะทำให้ประสาทเป็นอัมพาต ลืมตาไม่ได้ กลืนอาหารไม่ได้ " เสียงอีกคนตอบ เสียงของแม่ยิ่งร้องให้หนัก
"เด็กมันคงไม่เห็นว่าตรงนั้นเป็นที่วางไข่ของงู จึงไปนั่งเข้า นี่ถ้าเห็นเร็ว ๆ ก็ยังคงพอช่วยไว้ทัน แต่นี่มันหนีไปซ่อนตัว กว่าจะไปหาเจอก็มืดค่ำแล้ว" เสียงอีกคนตอบ มีเสียงอีกหลายเสียงที่กำลังวิพากวิจารย์สิ่งที่เกิดขึ้นกับฉัน ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกันฉัน ไม่นานฉันก็คงจะตาย อย่างน้อยฉันก็รู้แล้ว ว่าแม่ของฉันก็เสียใจเหมือนกัน เพราะเค้าร้องให้ เค้าก็คงรักฉันในแบบของเค้า เสียงทุกเสียงเริ่มเลือนลาง ความตายเป็นอย่างไรกันนะ... มันจะเจ็บปวดกว่านี้มั้ย ...

จบ...



เขียนโดย ...“ปูล่า”


เรื่องนี้ส่งเข้าประกวดตามรายละเอียดด้านล่างค่ะ



ประกวดเรื่องสั้น-กวีนิพนธ์ เวที มติชนสุดสัปดาห์ ประเภทเรื่องสั้น

1. ไม่จำกัดรูปแบบและเนื้อหา พิมพ์เป็นภาษาไทย ความยาวไม่เกิน 5 หน้ากระดาษเอ 4

2. ผลงานที่ส่งเข้าประกวดต้องเป็นผลงานใหม่ ไม่ลอกเลียน แปล หรือดัดแปลงมาจากผู้อื่น รวมทั้งไม่เคยเผยแพร่ในสื่อรูปแบบใดมาก่อน

3. ไม่จำกัดคุณสมบัติผู้ส่งงานเข้าประกวด ทั้ง อายุ วัย เพศ ระดับการศึกษา และภูมิลำเนา ผู้ส่งเรื่องสั้นเข้าประกวดสามารถส่งได้ไม่เกิน 1 คนต่อ 1 เรื่อง

4. เปิดรับเรื่องสั้นเข้าประกวด ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2554 - 31 พฤษภาคม 2554

5. ผู้ส่งเรื่องสั้นเข้าประกวด ต้องระบุนามปากกา, ชื่อจริง และที่อยู่ที่สามารถติดต่อได้โดยสะดวก เบอร์โทรศัพท์ และอีเมล์ มายัง กองบรรณาธิการมติชนสุดสัปดาห์ เลขที่ 12 ถนนเทศบาลนฤมาล หมู่บ้านประชานิเวศน์ 1 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กทม.10900 (ประกวดเรื่องสั้น) หรือ weekly_matichon@hotmail.com

6. มติชนสุดสัปดาห์จะคัดเลือกเรื่องสั้นที่ส่งเข้ามาเพื่อตีพิมพ์ในนิตยสาร ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2554 ถึงเดือนพฤษภาคม 2555 จากนั้นจะรวบรวมเรื่องสั้นที่ได้รับการตีพิมพ์ทั้งหมด ให้คณะกรรมการ ซึ่งจะประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิในแวดวงวรรณกรรม ตัดสินว่า เรื่องสั้นใดควรจะได้รับรางวัล และประกาศผลให้ทราบโดยเร็ว

7. รางวัลเรื่องสั้นชนะเลิศ 50,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศ (2 รางวัล) 30,000 บาท และรางวัลชมเชย (3 รางวัล) 10,000 บาท

0 comments:

Post a Comment