สนใจนำเรื่องสั้นของ ปูล่า จัดพิมพ์ ติดต่อ ที่ มีมี่ / Line : meomee

ชายผู้หลงหาย ตอนที่ 4 เรื่องประหลาด

พักใหญ่ เค้าก็มาถึงชายป่าที่มองออกเป็นเห็นสนามหญ้า เห็นสนามเด็กเล่น ซึ่งตอนนี้เค้าก็ไม่มีแผนอะไรในหัว พวกนั้นอยากให้เค้าทำอะไรกัน งั้นเค้าจะไปยืนอยู่ที่เดิม เหตุการณ์จะเป็นอย่างไรค่อยว่ากันอีกที เค้าเดินไปที่จุดที่จำได้ว่าพบชายที่ใช่ชุดลายพรางครั้งสุดท้าย ทันใดนั้นฟ้าก็มืดมิด ทุกสิ่งหยุดนิ่งอยู่ในความเงียบสงัด นี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้นอีกเนี่ย มันไม่ใช่เหตุ ปกติเลยนี่นา ทันใดนั้นเอง ก็มีความรู้สึกว่าตัวเองได้ถูกบางสิ่งดูดและดึงตัวขึ้นไปบนฟ้า ร่างของเค้าถูกยกลอยขึ้น และดูเหมือนจะไม่มีใครมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับเค้า การถูกดึงขึ้นไปทำให้ร่างกายของเค้าอ่อนแรงเป็นอย่างมาก ความรู้สึกก็เริ่มเลือนลาง...

แต่ก็ไม่นานเค้าเหมือนได้ถูกตรีงไว้อยู่ในที่แคบแห่งหนึ่ง เป็นเหมือนแท่งแคบซูลที่สามารถใส่ตัวเค้าได้แค่คนเดียวเท่านั้น
“ทำไมเจ้าคนนี้ถึงแสดงท่าที่ประหลาด เหมือนกับไม่รู้ว่า ควรทำอะไร “ เสียงนั้นเข้ามาในความรุ้สึก
“ตรวจดูในสมองเหมือนโดนกระทบกระเทือนบางอย่าง มีใครมาเล่นตลกอะไรแน่ เหมือนการดาวน์โหลดอะไรบางสิ่งลงไป ทำให้ความทรงจำบางส่วนหายไป “ อีกเสียงตอบมานิ่ง ๆ

“หากที่ท่านพูดเป็นเรื่องจริง เรื่องนี้จะต้องใหญ่แน่ ผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องเดือดร้อนกันหมด” อีกเสียงตอบกลับมาอย่างกังวล

“หรือว่าเราควรจะทำลายเจ้ามนุษย์ผู้นี้ดี ลบทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องเพราะดูเหมือนมันจะยิ่งยุ่งยาก และอีกอย่าง ตอนนี้ที่เราคุยกัน มันก็ได้ยินและรับรู้ทุกอย่างด้วย...” เค้าเห็นสิ่งนั้นมองมาที่เค้าทั้ง ๆ ที่ยังหลับตา พวกนั้น เป็นสีแดงเลือด ตัวเล็กมาก หัวโต ตาก็โต เหมือนแมลงวัน ขนหัวขนลุกซู่ พวกนั้นรู้ว่าเราได้ยิน รู้ว่าอะไรเกิดขึ้น แต่เรากลับไม่รู้อะไรเลย และที่นี่ที่ไหนกัน…

จบ...

แต่งโดย ปูล่า

ชายผู้หลงหาย ตอนที่ 3 ความสามารถพิเศษ

เสียงไก่ป่าโก่งคอขันปลุกไพรให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง ตรงขอบฟ้ามีแสงโผล่ออกมาเป็นแสงสีส้มนวลรำไร ชายหนุ่มพอที่จะมองเห็นอะไรเป็นอะไรรอบ ๆ ตัว เค้าแน่ใจว่า ป่านนี้เจ้าเสือประหลาดตัวนั้นคงจากไปแล้วด้วยเสียงลึกลับที่แว่วเข้ามาในโสตประสาทของเค้าเมื่อคืน ชายหนุ่มตะกายตัวออกมาจากเถาวัลย์หนาม ได้เลือดอยู่หลายแห่ง มันเหมือนเป็นสถานที่ปลอดภัยที่สุดในป่าใหญ่แห่งนี้ แต่ก็คงไม่มีใครผู้ใด หรือแม้แต่ตัวเค้าเองอยากอยู่แบบนี้ตลอดไปแน่

เมื่อแกะเถาวัลย์เส้นสุดท้ายออกได้ เค้าก็รีบจ้ำอ้าว วิ่งกลับเส้นทางเดิมที่เค้ามาทันที อย่างน้อยเค้าก็จะได้ไม่หลงทางไปมากกว่านี้ คิดว่าเค้าควรจะเริ่มสืบว่าที่จริงแล้วเค้าเป็นใครกันแน่ ที่เมื่อวานวิ่งออกมาด้วยเพราะตกใจ แต่ถ้าไม่สืบหาว่าที่แท้เค้าเป็นใครกันแน่ คงไม่สงบใจไปตลอดชีวิตแน่

“เราน่าจะมีพ่อแม่ พีน้อง เราแต่งงานแล้วหรือยัง มีลูกหรือป่าว และเราทำงานอะไรกันแน่” ชายหนุ่มคิดมาตลอดการเดินทาง แต่ก็ไม่ลืมสังเกตุเส้นทางว่าเส้นทางที่เดินทางกลับของเค้าถูกต้องหรือไม่ น่าแปลกเส้นทางของที่ชายหนุ่มเดินทางกลับ มีไม้หัก เหมือนเป็นสัญลักษณ์อยู่จะตลอดทาง ใครกันนะมาทำเส้นทางแบบนี้ไว้ หรือว่าจะเป็น เส้นทางของชาวป่าที่เดินทางเป็นประจำ หรือจะเป็นของพวกเดียวกับที่เขาวิ่งหนีมาเมื่อวาน ถ้าหากเจอพวกนั้นคราวนี้เค้าจะไม่หนี อย่างน้อยขอให้ได้รู้หน่อยเถิดว่าเค้าเป็นใคร มาจากไหนกันแน่ และชีวิตต่อไปจะเป็นอย่างไร เค้าจะเป็นผู้ที่กำหนดเอง ว่าจะไปที่เส้นทางไหน ถูกหรือผิดขอเป็นผู้ที่ตัดสินใจเอง

เดินมาหลายชั่วโมง ท้องก็เริ่มหิว สอดส่ายสายตาดูว่ารอบกายพอจะมีอะไรที่ประทังความหิวได้หรือไม่ และหากมีของมีคม หรือ มีดอะไรมาช่วยสำหรับการเดินทางก็คงจะดีไม่น้อย สภาพร่างกายของชายหนุ่มดูแย่ไม่น้อยเพราะทั้งโดนหญ้าบาด พื้นที่ชื้นแฉะ มองไปทางไหนก็มีแต่ตัวทาก ที่ดูเหมือนว่ามันจะกระโดดเข้าหาเค้าตลอดเวลา

เดินมาไม่นานนัก ชายหนุ่มก็ตื่นเต้นดีใจนักเพราะมองเห็นกล้วยเคลือใหญ่ที่กำลังสุก มีรอยค้างคาวเจาะอยู่บ้างก็ไม่เป็นไร น่าจะพอประทังหิวได้จกว่าจะเดินพ้นป่าลึกนี้ได้ ชายหนุ่มก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเค้าเข้ามาในป่าลึกนี้ได้อย่างไร ทั้งที่ความที่จำได้เค้าอยู่ในเมืองใหญ่ด้วยซ้ำไป ไม่น่าเชื่อว่าป่าที่เค้าวิ่งเตลิดเข้ามา เหมือนว่านาน ๆ จะมีคนเข้ามาที่นี่ครั้งหนึ่ง
“ตึ๊ด... ตึ๊ด... ตึ๊ด... ตึ๊ด...” มีเสียงดัง อยู่ที่กระเป๋ากางเกงด้านล่าง ลายพรางของชายหนุ่มเค้าก้มลงไปล้วงหยิบมันออกมา มันคือมือถือ มีรูปหน้าผู้หญิงสวยคนหนึ่งที่หน้าจอ เพื่อให้รู้ว่าใครโทรมา

“ฮัลโหล” เค้าตอบรับแต่ก็รอฟังว่าปลายสายจะพูดว่าอะไร
“นี่แกเล่นตลกอะไรกะวะ รู้ใช่มั้ยว่าแกจะต้องสูญเสียอะไรบ้าง” แทนที่จะเป็นเสียงผู้หญิงสวยแต่กลับเป็นเสียงทุ้มรอดไรฟันข่มอารมณ์โกรธของผู้ชาย
“พี่โชติ พี่ช่วยฉันด้วย พวกนี้เป็นใครกัน พี่ไปทำอะไรมา ฮือ ฮือ” เสียงผู้หญิงสั่นเครืออย่างตะหนกตามสายมา นี่มันอะไรกัน ผู้หญิงคนนั้นมีความสัมพันธ์อะไรกับเค้าหรือ อย่างน้อยก็ได้รู้แล้วว่าตัวเค้าเองชื่อ โชติ
“เหมือนว่าแกไม่ค่อยจะแคร์เท่าไหร่เลยนี่ กับผู้หญิงคนนี้ ในเมื่อแกเองก็ไม่สนใจ ก็คงไม่มีประโยชน์ที่จะเอาเธอมาขู่แก “ ปลายสาย เสียงดักเกร็ก ๆ
“เดี๋ยวก่อน ฉันยอมแล้ว จะให้ทำยังไงก็ได้ แต่อย่าทำอะไรเธอนะ” ชายหนุ่มที่พึ่งรู้ชื่อตัวเองรีบร้องออกไป เพราะกลัวว่าพวกนั้นมันจะทำอะไร ถึงแม้เค้าจะไม่แน่ใจก็เถอะว่าเธอคนนั้นเป็นใคร แต่ที่แน่ ๆ เธอคงสำคัญมาก ไม่อย่างนั้นพวกนั้นคงไม่เอาเธอมาขู่เค้าแน่นอน
“ได้ แต่แกต้องมาสะสางงานให้จบ ไม่อย่างนั้นแฟนแกตายก่อน จากนั้นก็จะเป็นพ่อแม่ของแก มาพบข้าที่สวนสาธาณะที่เดิมเวลา 5 โมงเย็น คราวนี้อย่ามีตลก ข้าไม่ชอบอะไรที่มันประหลาดใจ ... ตึ๊ด ดด” ปลายสายพูดสายเสร็จก็กดวางทันที ยังไม่ทันที่ชายหนุ่มจะพูดอะไร

ที่เดิมที่นั่นอาจจะเป็นที่สนามหญ้า ที่เค้าวิ่งหนีมา นี่ก็ใกล้เวลา 5 โมงเย็นแล้ว เราจะไปทันหรือป่าวนะ ถ้าผู้หญิงคนนั้น หรือ ต้องตายเพราะเค้า เค้าคงเสียใจไปตลอดชีวิต และคนต่อไปที่จะต้องตายเพราะเค้าอีกก็คือพ่อและแม่ ความต่อเนื่องของความคิดเพิ่มขึ้น ทำให้เค้ายิ่งกังวลใจ จากเดินไปเรื่อยเปี่อย ก็เริ่มวิ่งเยาะ ๆ จากวิ่งเยาะ ๆ ก็เพิ่มความเร็ว โอ... ไม่น่าเชื่อว่าเค้าสามารถวิ่งได้เร็วมากขนาดนี้ หรือว่าที่เค้ามาอยู่ในป่าลึกขนาดนี้เพราะเค้าวิ่งได้เร็วกว่าคนปกติแบบนี้

เมืองแห่งฟ้า



หลังฝนตก ฉันชอบมานั่งอยู่ที่นี่ เพื่อสูดกลิ่นจำปีที่ศาลาริมน้ำ คละเคล้ากับกลิ่นไอดิน มันทำให้ฉันหวนคิดถึงใครคนหนึ่งที่ เราเคยบอกว่ารักกัน...ใช่แล้วเขาคือรักแรกของฉัน แต่ด้วยเหตุผลจำเป็นของครอบครัว ทำให้เขาต้องจากไปยังดินแดนที่ผู้คนต่างกล่าวขาน วิลเลี่ยมได้จากไป เพื่อติดตามตามพ่อและแม่ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ในเมือง ซึ่งนั่นก็ทำให้เขาเป็นหนุ่มเมืองกรุงไปโดยที่ตัวเขาเองก็ไม่รู้ตัว ณ ที่แห่งนั้น คนที่นี่เรียกว่า “เมืองแห่งฟ้า” เล่าลือกันว่า ที่นั่นจะทำให้คนเปลี่ยนแปลงไป เป็นเมืองที่เปลี่ยนคนหนึ่งเป็นอีกคนหนึ่ง จากที่เป็นคนจิตใจโหดร้ายก็จะกลายเป็นคนดี และคนที่ดีที่ไปอยู่ที่นั่นจะกลายเป็นคนเห็นแก่ตัวและคิดถึงแต่ตนเอง
วันนั้นหลังฝนตก จากก่อนที่วิลเลี่ยมจะจากไป เราก็มานั่งคุยกันที่นี่ ฉันรู้สึกกังวลกับการจากไปของเขา และพูดถึงเรื่องราวที่ติดค้างในใจ เรื่องที่ผู้คนพูดถึงเมืองแห่งฟ้า
“เธออาจจะกลายเป็นอีกคนนะวิลเลี่ยม คนที่ฉันไม่รู้จัก คนที่ไม่รักฉันแล้ว ” ฉันพูดด้วยอารมณ์เหมือนละเมอ ตัดพ้อ แต่ก็รู้ลึก ๆ ว่าคงไม่อาจดึงรั้ง เพราะวิลเลี่ยมเองก็ไม่ได้เป็นคนที่ตัดสินใจกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้

“ฉันก็กลัวนะเดียน่า ว่าฉันอาจจะเปลี่ยนไป แต่มีสิ่งหนึ่งที่ฉันมั่นใจแน่นอนว่าฉันจะไม่เปลี่ยนไป...” วิลเลี่ยมเชยคางของฉันขึ้นเพื่อสบตา เหมือนอยากจะให้ฉันดูว่าแววตาของเขานั้นมั่นใจกับ สิ่งที่เขากำลังจะพูดนั้นเป็นเรื่องจริง
“ฉันจะรักเธอ ตลอดไป.. รอฉันนะ.” เขาพูดแผ่วเบา แต่ดูหนักแน่นยิ่งนัก มันประทับลงไปในจิตใจของฉัน และฉันก็เชื่อว่าเขาหมายความว่าอย่างนั้น จริง ๆ เราสวมกอดกันเนิ่นนาน ปล่อยให้หัวใจล่องลอยไปตามกระแสน้ำ ที่พัดใจสองดวงให้มันไป ณ ดินแดนแสนไกล...
“นี่ก็ผ่านไป 5 ปีแล้วซินะ ที่ฉันไม่เจอเธอเลยวิลเลี่ยม เธอยังจำคำพูดของเธอได้มั้ย ที่บอกให้ฉันรอฉันเริ่มไม่แน่ใจกับคำพูดของเธอแล้ว การติดต่อของเราก็เริ่มขาดหายไป ซึ่งเธอให้เหตุผลถึงการงานที่รัดตัว ความเปลี่ยนแปลงทั้งหลาย ฉันเข้าใจนะที่เธอต้องสร้างตัว แต่หากเป็นแบบนี้ เธอไม่ได้ให้ความหวัง ไม่ได้ให้ความใส่ใจเลย แล้วฉันจะมั่นใจเธอได้อย่างไรกัน ที่ผู้คนพูดกันว่า คนที่ไปเมืองแห่งฟ้าจะต้องเปลี่ยนแปลง ก็ไม่เคยมีเหตุผลใด ๆ ที่มา หักล้างหรือ โต้แย้งได้เลย
ถึงแม้ว่าฉันจะรู้ว่าเธอเป็นอย่างไร แน่นอนว่า ฉันรู้ว่าเธอเป็นคนดีมาตลอด แต่ก็อดหวั่นใจไม่ได้ว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มันจะทำให้เธอไม่ใช่คนแบบเดิมที่ฉันรู้จัก” ความคิดของฉันเริ่มฟุ้งซ่านอีกแล้ว เมื่อเวลาที่คิดเรื่องของเธอ กลิ่นของดอกจำปียังคงกรุ่นทำให้คิดถึงเรื่องอดีตได้ทุกที
“เดียน่า..” เสียงดังมาจากด้านหลังของฉัน และนั่นเป็นเสียงที่ฉันคุ้นเคย
“วิลเลี่ยม.. โอย เธอมาได้อย่างไรกันนี่” ฉันตื่นเต้นจนเสียง แทบจะตะโกน นั่นคือวิลเลี่ยม คนที่ฉันเฝ้ารอคอยมาตลอด
“ขับรถมาจ๊ะ ตอนนี้ฉันมีรถเป็นของตัวเองแล้วนะ เดียน่า “ วิลเลี่ยมบอกข่าวดี พร้อมยิ้มละมัย

“ดีจังเลย..” ฉันพูดได้แค่เท่านั้น ก็ต้องสะดุด เพราะเห็นใครอีกคนหนึ่งที่กำลังตรงมาที่ศาลา ดูเหมือนวิลเลี่ยมแทบไม่ผิดเพี้ยน เขาเดินมาพร้อมผู้หญิงอีกคนหนึ่ง ที่แต่งตัวหรูหรา ทันสมัยตามแบบฉบับคนเมืองแห่งฟ้า เธอ เดินกระย่องกระแย่งดูทุลักทุเล ส้นสูงนี่ช่างไม่เข้ากับพื้นดินที่กำลังเปียกแฉะเลย ผู้ชายคนนั้น ต้องประคองตลอดเวลาเพื่อไม่ให้ล้มไปคลุกกับดินแฉะนั้น ส่วนฉันได้แต่มองดูวิลเลี่ยมที่ยืนต่อหน้าฉันตรงนี้ และ วิเลี่ยมอีกคน สลับไปมาอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง
“เดียน่า ฉันมีเรื่องจะเล่าให้เธอฟังเยอะแยะเลย “ วิลเลี่ยมมองหน้า และอมยิ้มเหมือนจะเอ็นดูกับสีหน้าของฉันที่ตอนนี้เบิกตาโพรงเพราะประหลาดใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น
“เล่าเลย วิลเลี่ยมฉันรอฟังเธออยู่” ฉันพูดระร่ำระลัก เพราะอยากรู้จริง ๆ ว่า เขาไปเจอน้องชายฝาแฝดที่เมืองแห่งฟ้าหรืออย่างไร
“ได้จ๊ะ ฉันจะเล่าให้ฟังเดี๋ยวนี้ เธอจะต้องประหลาดใจมาก ๆ แน่ เพราะ ผู้ชายคนนั้นคือคนที่ก่อเกิดในตัวของฉัน” วิลเลี่ยมกำลังจะบอกอะไรกัน ไม่ใช่น้องชายฝาแฝดหรอกหรือ ก่อเกิดในตัวของเขา นี่มันอะไรกัน
“ตอนแรกก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน แต่เสียงของเขาเริ่มชัดเจนจากข้างใน “ วิลเลี่ยมพูดอะไร ยิ่งพูดยิ่งงง ปกติแล้ว มนุษย์ต้องต้องเกิดจากการปฏิสนธิในครรภ์มารดาเท่านั้นมิใช่หรือ แต่นี่ฟังดูเหมือนว่า ผู้ชายคนนั้นเกิดมาจากวิลเลี่ยม
“ผู้ชายคนนั้นคือคนที่สอนให้ฉันเอาตัวรอดและใช้ชีวิตในเมืองแห่งฟ้า เดียน่า เธอรู้มั้ยฉันต้องเจอกับอะไรบ้าง มันน่ากลัวและเลวร้ายมาก การใช้ชีวิตในเมืองแห่งฟ้าไม่ได้ง่ายเลย แต่เราก็รอดมาได้เพราะความฉลาดของเขานั่นแหล่ะ “ คำพูดของวิลเลี่ยมทำให้ฉันอึ้ง นี่ถ้าไม่มีหลักฐานมายืนยันต่อหน้าต่อตาแบบนี้ ฉันคงจะว่าเขาเพ้อเจ้อแน่ ๆ
“เธอบอกว่าผู้ชายคนนั้นอยู่ข้างในของเธอมาก่อน แล้วตอนนี้เขามีชีวิต เป็นเธออีกคนงั้นหรือ “ฉันมองหน้าวิลเลี่ยม อยากให้เขายืนยันออกมา อยากได้ข้อความที่สรุปเรื่องโดยไว

“เหตุการณ์แบบนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นง่าย ๆ เลยนะ กับคนที่เมืองแห่งฟ้า อาจเป็นเพราะว่า ฉันแตกต่างกับคนอื่น ที่รู้จักแยกแยะ รู้ว่าสิ่งไหนคือสิ่งที่ดี หรือไม่ดี เป็นสิ่งที่บริสุทธิ์ หรือ ว่ามันชั่วร้าย และ ฉันไม่ยอมให้สิ่งชั่วร้ายเข้ามาเป็นตัวของฉัน ฉันจำแนกตลอดเวลา ว่าสิ่งที่พบเจอคืออะไร” วิลเลี่ยมพยายามตั้งใจอธิบายกับสิ่งที่เกิดขึ้นให้ฉันฟัง

“และนั่นทำให้เกิดสิ่งมหัสจรรย์นี้ วิลเลี่ยมคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นได้ ออกมาจากตัวฉัน เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่เลวร้าย เขาจะทำสิ่งใด ๆ เพื่อแก้ปัญหา และ ฉันก็ยังเป็นตัวฉัน คนที่รักเธอ... เดียน่า นี่อาจเป็นเพราะคำมั่นที่ฉันให้ไว้กับเธอ ว่าฉันจะรักเธอ ตลอดไป..” วิลเลี่ยมยิ้มอย่างภาคภูมิใจในความพิเศษของเขา

“ฉันยังไม่ค่อยเข้าใจมากนักน ะวิลเลี่ยม ฟังดูแล้ว มันประหลาดมากเลย พวกเธอใช้ชีวิตอยู่อย่างไร คนที่เมืองฟ้า ยอมรับได้หรือ มันไม่ใช่เรื่องปกติสำหรับที่นี่เลย “ ฉันโพล่งออกไป มีคำถามมากมายเกิดขึ้น แต่นึกคำถามไม่ออกเลย
“ฉันตัดสินใจอยู่นานเลยว่าจะบอกเธอดีมั้ย แต่เขาทำให้ฉันตัดสินใจได้ โดยที่เขาได้ทำให้ดู ด้วยการตัดสินใจบอก ซินดี้ แฟนของเขาถึงเรื่องที่เกิดขึ้น และซินดี้รักมากพอ ที่จะยอมรับได้ และบอกฉันว่าว่า ถ้าหากเธอ รักฉัน เธอก็จะยอมรับได้เช่นกัน” วิลเลี่ยมเหมือนจะยกแม่น้ำมาเพื่อจะบอกถึงสถานการณ์ที่เรากำลังเผชิญอยู่ ซึ่งดูเหมือนจะหนักหนา
“ยังไง...” ฉันถามกลับ จะมีอะไรที่น่ากลัวรอคอยอยู่ รอฟังว่าจะมีอะไรที่ตามมาอีก
“ วิลเลี่ยมอีกคนมีตัวตน มีเลือดเนื้อ แต่เขาไม่สามารถอยู่ได้โดยไม่มีฉัน ทุกสิ่งที่เป็นของเขา ก็คือของฉัน และทุกอย่างที่เป็นของฉัน ก็เป็นของเขา เราแค่ใช้ของใช้ และบัตรเครดิตร่วมกัน มีเพียงความรู้สึกของเราเท่านั้นที่แยกจากกัน “ วิลเลี่ยมเริ่มพูดถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
“และเมื่อมีคนที่เราไม่อยากให้คนอื่นรู้ เราก็สามารถรวมร่างกันเมื่อไหร่ก็ได้ แอนนาเธอคิดดูซิว่ามันดีแค่ไหน ที่เรามีเพื่อนช่วยคิด ช่วยทำตลอดเวลา ฉันไม่ต้องทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ “ เขาพยายามพูดให้ฉันเห็นดีด้วย
วิลเลี่ยมหยุดพูด เหมือนต้องการคำพูดอะไรซักอย่างจากฉัน และตอนนี้ของฉันเริ่มปะติดปะต่อกัน เริ่มชั่งน้ำหนัก กับสิ่งที่เกิดขึ้น ฉันก้มหน้า และหันมองไปที่สายน้ำที่ไหลเอื่อย ปล่อยความคิดให้ล่องลอย แม้วิลเลี่ยมจะยืนยันว่าเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป แต่สำหรับฉันแล้ว เมืองแห่งฟ้านั้น ได้ทำให้ วิลเลี่ยมของฉันนั้นได้เปลี่ยนแปลงไปจริง ๆ ไม่ใช่เปลี่ยนแปลงความรักที่วิลเลี่ยมมีต่อฉัน แต่ได้เปลี่ยนแปลงบางสิ่งในตัวของเขา และ ดูเหมือนว่าตอนนี้ ฉันจะต้องกลายเป็นคนที่ตัดสินใจเรื่องของเราว่าจะดำเนินต่อไปอย่างไร ฉันจะสู้ฝ่าฟันไปกับวิลเลี่ยม หรือ ฉันจะ... ต้องจบเรื่องของเรา

เขียนโดย ปูล่า
22/3/2011

ดาวน์โหลดเรื่องสั้น เมืองแห่งฟ้า อ่านฟรี คลิก

หนีออกจากบ้าน



ดาวน์โหลด เรื่องสั้น หนีออกจากบ้าน อ่านไฟล์ PDF ฟรี คลิก

เรื่องสั้น “หนีออกจากบ้าน”


ฉันเดินอยู่ข้างถนนดินลูกรัง เพื่อเดินทางไปที่ไหนซักที่ แต่ขอไปให้ไกลจากที่ฉันจากมา เมื่อได้ยินเสียงเครื่องรถยนต์หรือว่ามอเตอร์ไซด์ ฉันก็จะวิ่งหลบเข้าข้างทาง เพราะกลัวจะเจอคนที่รู้จัก ทำไมหน่ะหรือ ก็ตอนนี้ฉันหนีออกจากบ้านอยู่หน่ะซิ แม้ไม่รู้จุดหมายปลายทาง แต่ฉันก็ไม่หวั่นใจอะไรทั้งนั้น เพราะ คนที่เค้าบอกว่ารักฉัน เค้าได้ทำร้ายฉัน ทั้งร่างกายและจิตใจ เค้าคงคิดว่า ฉันเป็นคนไม่มีทางไป ฉันจะแสดงให้เค้าเห็นว่า ฉันสามารถอยู่ด้วยตัวเองได้ ไม่ต้องพึ่ง

ฉันเป็นลูกสาวคนเดียวของครอบครัว เป็นลูกสาวที่แม่ไม่ต้องการ เป็นลูกสาวที่พ่อปกป้องไม่ได้ ฉันรู้สึกแบบนั้นเพราะการกระทำของทั้งสอง ฉันไม่อยากกล่าวโทษผู้มีพระคุณหรอกนะ เพราะรู้ว่ามันเป็นบาป ลูกต้องสำนึกคุณและตอบแทน ฉันเคยอ่านหนังสือ ว่า ลูกที่อกตัญญู จะต้องตกนรก ขุมโลกันตนรก ซึ่งเป็นนรกขุมที่ลึกที่สุด ฉันไม่ได้ทำร้าย ทรมานพ่อแม่ แต่สิ่งที่ฉันกำลังคิดมันเหมือนการนินทาว่าร้าย แต่ให้ตายเถอะ ถ้าฉันไม่พูด ใคร ๆ ก็คงไม่เข้าใจเหตุผลของการกระทำของฉันเป็นแน่ และสิ่งที่ฉันกำลังจะเดินทางออกไปพบเจอ มันก็อาจคงจะยิ่งเลวร้าย ฉันก็ไม่หวั่น

ครอบครัวของฉันดูเหมือนจะอบอุ่นในสายตาคนภายนอก พ่อและแม่บอกเสมอว่า ภาคภูมิใจที่ มีลูกอย่างฉัน เวลาที่คุยกับเพื่อนบ้าน ก็คุยว่าฉันเป็นเด็กดี ขยันเรียนหนังสือ และเป็นเด็กเชื่อฟัง ไม่ดื้อ ช่วยทำงานบ้าน จะไม่ให้ฉันทำได้อย่างไร เพราะถ้าหากทำช้า หรือ เอ้อละเหยหล่ะก็ ฉันก็จะโดนทุบตีจากแม่ ซึ่งทุกครั้งที่โดนตีฉันจะนั่งร้องให้อยู่ที่มุมของห้อง นั่งทบทวนการกระทำของตัวเองว่า ฉันเป็นเหมือนเด็กปกติทั่วไปหรือป่าว ที่โดนตีอยู่เป็นประจำ และฉันก็มีคำตอบให้ตัวเองเสมอว่า เด็กคนอื่นไม่ได้โดนแบบที่ฉันโดนหรอก ดูซิแค่หกล้มนิดหน่อย ก็โอ๋กันมากมาย ต่างกับฉัน หากล้ม ก็โดนว่าฉันไม่ ดูตาม้าตาเรือ หรือ โง่บ้าง ฉันเรียกมันว่า “การทำร้าย” ที่ผู้ใหญ่ให้เหตุผลของการกระทำตัวเองว่า“รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี”

ทุกครั้งที่โดนตี ก็จะคิดเสมอว่า “ฉันเกิดมาทำไมนะ” ฉันเคยได้ยินเสมอเวลาที่ไปวัด พระจะบอกว่า “คนเราเกิดมาชดใช้กรรม” ทุกสิ่งที่เราเป็นเกิดจากเวรกรรมที่เราทำทั้งสิ้น ที่แมลงวันเกิดมีชีวิตอยู่ไม่ถึง 13 วัน ก็ต้องตายไป กรรมอะไรนะที่จะทำให้ฉันเกิดมาเป็นนก ได้บินไปสู่โลกกว้างด้วยปีกและขาของฉันเอง คิดถึงคนที่เกิดมารวย มีคนรักห้อมล้อม อาจเพราะเมื่อชาติที่แล้วทำบุญมาดี หรือ อาจเพราะชาติที่แล้ว ฉันทำร้ายลูกของฉันกันนะ ชาตินี้ ฉันถึงโดนทุบตีขนาดนี้

หรืออาจจะเป็นด้วยเหตุผลหนึ่ง ที่ฉันได้ยินมาจากคนที่ฉันรู้จักกับพ่อแม่ ที่มาเยี่ยมทักทาย พูดถึงฉันว่า “ลูกสาวตัวโตจะเท่าแม่แล้ว ดีจัง มีลูกทันใช้ “หรือว่าที่เค้าให้ฉันเกิดมาก็เพื่อรับใช้กันนะ นี่อาจจะเป็นคำตอบ สำหรับคำถามที่ ฉันเกิดมาทำไม

เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา แม่บอกให้ฉันไปตักน้ำในโอ่งมาหุงข้าว ฉันก็เดินไปทำตามคำสั่ง ไม่มีขันในโอ่ง ความคิดก็ปรู๊ดเข้ามา ว่า เอาหม้อข้าวลงไปตักเลยดีกว่า ง่ายดี จะไม่ให้น้ำข้าวไหลออกไปปนกับน้ำดีในโอ่งน้ำฝนเด็ดขาด “ทำอะไรหน่ะ” เสียงแม่ดังแหว ขณะที่ฉันเอาหม้อข้าวจุ่มลงไปในโอ่งน้ำฝน ใจฉันหายตกลงไปที่ตาตุ่ม รีบดึงหม้อข้าวออกมาจากโอ่ง ด้วยความตกใจ เจ้ากรรม หม้อข้าวมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น จากเดิม เพราะกะน้ำหนักไม่ได้ ทำให้มันกลิ้งหล่นลงข้าง ๆ โอ่ง ข้าวดิบและน้ำก็หล่นกระจายไปทั่ว แม่โกรธมาก เดินฉับ ๆ มาหยิบหม้อข้าว ยกมาเขกหัวฉันดังโป๊ก ๆ ฉันนับได้ว่า 3 ที แล้วแม่ก็เอาหม้อข้าวไป ฉันทรุดตัวนั่งลงเพราะเจ็บและงงกับเหตุกาณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

น้ำตาแห่งความเจ็บหลั่งไหล แต่ไม่เท่ากับความเจ็บจากความน้อยใจ ที่มันกัดกร่อนหัวใจดวงน้อย มันเปาะบางซะจน แค่เพียงสัมผัสมันเบา ๆ ก็พร้อมที่จะแหลก หล่นทลายลงมาทันที พ่อวิ่งมาดูและคุกเข่าลงข้าง ๆ มองด้วยความสงสารและพูดว่า ให้อภัยแม่นะลูก อย่างที่พ่อเคยบอก เพราะว่าแม่เค้ามีสิ่งกดดันหลายอย่าง เพราะว่ารักของพ่อและแม่ไม่ได้รับการเห็นด้วยจากผู้ใหญ่ ทำให้แม่เค้าประสาทไม่ค่อยดี คำพูดซ้ำ ๆ เดิม ๆ ที่พ่อบอกกับฉันทุกครั้งที่ฉันถูกตี

อภัยแม่ด้วยนะ คำคำนี้ ยังติดหูของของฉัน พ่อจะพูดเพื่ออะไร พูดด้วยความห่วงใย ไม่อยากให้ฉันคิดมาก แต่ฉันกลับรู้สึกว่าพ่อทำไมไม่ปกป้องฉันเลยทำไมต้องให้ฉันอดทน ทำไมไม่ไปบอกแม่ว่าอย่าทำร้ายฉัน ฉันเป็นลูกนะ ฉันต้องมารับกรรมจากการกระทำที่ทำของทั้งสองคน ถ้าเลือกได้ เป็นแบบนี้ขอไม่เกิดมาดีกว่า ฉันพูดอยู่ในใจไม่กล้าที่จะเปล่งเสียงออกมา มีแต่น้ำตาที่ไหลไม่หยุด “ ไปปลอบมันทำไม ” เสียงแม่คำรามมาจากในบ้าน

ฉันลุกขึ้นและวิ่งออกมา ฉันกล้าวิ่งหนีออกมาต่อหน้าพ่อ เพราะรู้ว่า พ่อคงไม่ดึงฉันไว้ หรือว่าทำร้ายฉัน แต่ฉันไม่กล้าที่จะวิ่งแบบนี้กับแม่หรอก เพราะแม่ก็คงวิ่งตามมาดึงฉันและตีฉัน และระเบิดด้วยอารมณ์โกรธอีกแน่นอน

วิ่งมาได้ไม่กี่นาทีก็มาใกล้สะพานที่จะข้ามไปฝั่งสวน ฉันก็หยุดวิ่งและค่อย ๆ เดินผ่านสะพานไม้ อันเดียวที่วางคาบไว้ เหมือนเส้นแบ่งอาณาเขต บ้านกับสวน ฉันเข้ามาในอาณาจักรของฉันแล้ว เมื่อเข้ามาในสวนฉันรู้สึกผ่อนคลายและสบายใจ มองต้นไม้เหมือนกับได้กลับมาบ้าน แม้ที่แห่งนี้จะไม่มีห้องกั้น มีเฟอนิเจอร์ที่สวยงาม แต่อยู่ในสวนกับต้นไม้ที่มองเห็น ความรู้สึกมันดีมากกว่า สิ่งที่ก่อสร้างที่เรียกว่า พื้นที่ในบ้านที่มีแต่ความคลุกกรุ่นของอารมณ์ของแม่ตลอดเวลา ฉันก็มานั่งลงข้างต้นมะพร้าว ก้านที่เหี่ยวแห้ง โน้มลงมาใบระพื้น ฉันเอามันมาวางบัง ๆ ทำเป็นกระโจม ที่นี่แหล่ะคือบ้านของฉัน ที่ที่ฉันจะอยู่อย่างสบายใจ

ความห่างไกลจากที่บ้านทำให้ฉันมีเวลาคิดโดยไม่มีความรู้สึกกลัวใด ใด ฉันได้มีอิสระทางความคิดอย่างแท้จริง ไม่กลัวว่าแม่จะเข้ามาโดยที่ฉันไม่รู้ตัว แต่ถ้าหากแม่มาจริง ๆ แค่ก้านใบมะพร้าวคงไม่ครณามือแม่หรอกมาลงโทษกับความผิดที่ฉันไม่รู้ว่า มันเป็นความผิดจริง หรือ เพราะว่าแม่อารมณ์ไม่ดีกันแน่ ลมเย็น ๆ เหมือนช่วยปลอบประโลมใจ น้ำตาเริ่มเหือดแห้งไม่ไหลออกมา แต่ว่ามันซึม ซึมเข้าไปข้างในใจ ของฉัน และไม่รู้ว่ามันจะเหือดแห้งไปหรือไม่

และฉันก็ผล๊อยหลับไปนาน ในความฝัน ฉันเดินอยู่ข้างถนนดินลูกรัง ฉันเดินอยู่ข้างทางเพราะไม่อยากให้คนรู้จักเห็นฉันว่ากำลังจะไปไหน ยิ่งเดินหาทางกลับยิ่งมืดมิด มองไม่เห็นข้างทางว่าเป็นอะไร มองไม่เห็นแม้เท้าที่ก้าวเดิน แต่ฉันก็ไม่หยุดเดิน เพราะเห็นแสงสว่างอยู่ไกล ๆ มีจินตนาการเกิดขึ้นในความคิด แสดงให้ฉันเห็นว่า เมื่อถึงแสงนั้นแล้ว ฉันจะมีความสุข ตลอดไป

ที่นั่นจะมีประสาท มีชายผู้สง่างาม แต่สีหน้าอมทุกข์เศร้าหมอง ผู้ที่อ้างว้างโดดเดี่ยว เพราะภรรยาเค้าได้ตายจากและลูกสาวได้หายสาบสูญ เค้าเฝ้ารอลูกสาวที่หายไป และเมื่อเค้าได้พบฉัน เค้าก็ถูกชะตาและรับฉันเป็นลูก หวงแหนพร้อมที่จะปกป้อง เขาสอนให้ฉันได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ให้ฉันได้เรียนดนตรี ศิลปะ วรรณกรรม และวิธีใช้ชีวิตที่งดงาม จนกระทั่งฉันเติบโตเป็นหญิงสาวที่งามสง่าและฉลาด เช่นเขา เป็นลูกสาวของผู้ปกครองบริวารและประสาท จนวันหนึ่งได้พบกับเจ้าชายผู้ผ่านมาค้นหารักแท้เพื่อไปอยู่ในดินแดนแห่งความสุขตลอดไป

จนถึงสุดทาง มองเห็นเป็นอุโมงก่อนที่จะลอดออกไปสู่แสงนั้น มีสิ่งประหลาดเกิดขึ้น จะเรียกสิ่งนั้นว่าปีศาจได้มั้ย มันปรากฎตัวต่อหน้า ซึ่งตอนแรกเป็นแค่ควัน แต่ค่อย ๆ แจ่มชัด มองเห็นว่าสิ่งนั้นอยู่ในผ้าคลุมสีดำ แต่ข้างในเป็นสีแดง ดวงตาแดงก่ำ ผิวหนังของมันแห้งแทบจะเป็นเนื้อเดียวกระดูก จนไม่แน่ใจว่า สิ่งนั้นยังมีชีวิต มันยื่นมือออกมาแตะที่หน้าผากของฉันและพูด

“ แน่ใจหรือ ว่าเจ้าจะเข้าไปที่แห่งนั้น ที่ที่เจ้าจะไม่ได้พบพ่อแม่ เพื่อนพ้อง บุคคลที่เจ้ารู้จัก ตลอดไป” เสียงของมันหวีดหวิว จนฉันแทบจะต้องเงี่ยหูฟัง
“ที่นั่นมีทุกอย่างตามที่ฉันเห็นหรือไม่ หรือว่ามันเป็นแค่สิ่งลวงใจ” ฉันถามเพราะไม่แน่ใจกับสิ่งที่เห็นและ บุคคลที่มาถาม มันเหมือนไม่ค่อยเข้ากันเท่าไหร่ แต่ความรู้สึกของฉันคือ ฉันต้องเข้าไปให้ได้ ไม่อย่างงั้นคงต้องเสียใจไปตลอดแน่นอน
“ข้าไม่รู้หรอกว่าที่นั่นจะเป็นเหมือนที่เจ้าใฝ่ฝันหรือไม่ มันอยู่ที่เจ้าเอง เด็กน้อย “ ปีศาจตนนั้น บอกเสียงแหบพล่าดังขึ้นมาอีกหน่อย
“ฉันแน่ใจ” ฉันพูด และสาวเท้าก้าวผ่านสิ่งนั้นไปอย่างไม่ลังเล
“ ก็แล้วแต่เจ้า เด็กน้อย ห้า ห้า ห้า “ เสียงปีศาจตนนั้นหัวเราไล่หลังมา ทำไมมันช่างเยือกเย็นนัก

เมื่อแสงแรก กระทบ ใบหน้า วูบแรกเท่านั้น ที่รู้สึกสงบ สบาย แต่ไม่นาน นักเหมือนมีเข็มหลายร้อยเล่มมาทิ่มแทงทั่วทั้งร่างกาย วูบวาบ ใจหาย เหมือนกับร่างกายโดนโยนขึ้น ไปบนอากาศ และหล่นลงมาและก็โดนโดนโยนขึ้นไปอีก มีแสงสีขาววิ่งเข้ามาที่หน้าและแทรกลงไประหว่างหน้าผาก เหมือนโดนตรึงด้วยตะปูเล่มยาว รู้สึกว่ามันช่างเจ็บปวดและทรมาน

เป็นเวลาเนิ่นนาน... ได้ยินเสียงหวีดร้องไกล ๆ เรียกให้คนช่วย ส่วนฉันหน่ะหรือไม่มีแรงแม้แต่ลืมตา ฉันถูกอุ้มขึ้น ไปที่ไหนซักที ซักพักรอบกายก็มีเสียงแซ่เซ็ง มีเสียงร่ำไห้ ร้องเรียกชื่อใคร คนหนึ่ง “นายใหญ่มาแล้ว ถอยหน่อย ” ฉันได้ยินคนหนึ่ง ในผู้คนพูดขึ้น ทุกเสียงเงียบแต่ก็ยังมีเสียงสะอื้นออกมาท่ามกลางคนเหล่านั้น เสียงฝีเท้าหนัก ๆ มาหยุดยืนและเหมือนทรุดเท่าลงข้างกายฉัน ฉันสัมผัสได้ถึง มือใหญ่ ๆ ที่มากุมกำมือน้อย ๆ ของฉันไว้ และอ้อมกอดที่แข็งแรงนั้น ได้โอบชั้นไว้ มีน้ำหยดเล็ก ๆ ร่วงหล่นลงมาที่แก้มของฉัน

“ลูกของพ่อ ในที่สุดพ่อก็ได้เจอลูก… “ นี่มันหมายความว่ายังไง ผู้ชายคนนี้เรียกเราว่าลูกงั้นหรือ ... หรือว่าสิ่งที่ฉันเห็นในจินตนาการ มันกำลังจะเป็นความจริง แต่ทำไมฉันไม่มีเรี่ยวแรงที่จะลืมตา และมองผู้ที่เรียกฉันว่าลูก ไม่มีแรงที่จะขยับแขนขา เพื่อจะโอบกอดตอบผู้ที่เรียกตัวเองว่าพ่อ...

ฉันอยากจะลืมตามอง เพื่อให้รู้ว่าผู้ชายที่คุกเข่าอยู่ข้าง ๆ ฉันนี้ ใช่คนเดียวกันกับที่เห็นในจินตนาการหรือไม่ พยายามที่จะพูด เพื่อให้ทุกคนที่ร่ำให้อยู่นี้ได้สบายใจ แต่ก็ไม่มีเสียงใด ๆ ที่สามารถรอดออกมาจากลำคอได้เลย
"ทำไมลูกของฉันถึงไม่ตอบสนองใด ๆ เลยหล่ะ มีแต่เสียงลมหายใจเท่านั้น" ชายที่เรียกฉันว่าลูกเอ่ยถามคนรอบข้าง แต่ไม่มีใครตอบอะไร
"ไปตามหมอสมิธมา ให้เร็วที่สุด" สิ้นเสียง ได้ยินเสียงใครคนหนึ่งคนลุกออกไปอย่างรีบร้อน

จากนั้นฉันก็โดนอุ้มขึ้นเพื่อพาไปที่ไหนซักที่ ที่ฉันไม่สามารถมองเห็นได้แต่ใช้ความรู้สึกสัมผัสได้ว่า รอบข้างเหมือนเป็นกลิ่นดอกไม้หอมนานาชนิด เสียงนกร้องขับขานเหมือนเป็นการต้อนรับการกลับมาของฉัน

ฉันถูกวางในเตียงนุ่ม ผ้าห่มผืมใหญ่ถูกวางบนตัวฉัน ให้ห้องก็อบอุ่นพอดี ไม่หนาวและ ไม่ร้อน ตอนนี้ฉันรู้สึกปลอดภัย เพราะ ชายคนที่เรียกตัวเองว่าพ่อ เค้านั่งอยู่ข้างเตียง กุมมือ และ ลูบหัวของฉันอย่างแผ่วเบาตลอดเวลา แม้จะไม่สามารถมองเห็นด้วยตาแต่รู้สึกข้างในใจว่า เขาห่วงใย และรักฉันเหลือเกิน ความสุขใจมันเอ่อล้นจนน้ำตาไหลออกมา นี่ซิคืออการแสดงออกถึงความรักอย่างแท้จริงที่ฉันต้องการมานาน ความรักที่อาจไม่จำเป็นที่จะต้องพูด และการสัมผัสเล็กน้อยเท่านี้ ก็ทำให้อุ่นใจมากมาย

พักใหญ่ก็รู้สึกว่ามีคนเข้ามาในห้อง
"คุณหมอครับ ช่วยไลล่าของผมด้วยครับ ผมไม่เข้าใจว่าทำไมเธอไม่ขยับเลย "
"ครับ ผมขอดูเธอหน่อยนะครับ " คนเป็นหมอเข้ามาแทนที่ เพื่อตรวจเช็คตัวฉัน จนสักครู่ เค้าจึงเอ่ย
"ผมไม่แน่นะครับว่าเกิดอะไร ร่างกายก็ดูปกติดี มีแผลฟกช้ำนิดหน่อย แต่ไม่น่าที่จะทำให้เธอขยับไม่ได้ คิดว่าน่าจะรอดูอาการพรุ่งนี้อีกที "
"ครับผมทราบว่าเธอปลอดภัยเป็นปกติ ผมก็ดีใจแล้วครับ ได้พบเธออีกครั้ง ก็นับเป็นเรื่องที่วิเศษสำหรับผมมากแล้ว " เสียงคุณหมอเดินออกไป ทุกอย่างก็เข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจของฉันอีกครั้ง มือนั้นยังกุมอยู่ไม่ห่างจนกระทั่งฉันเข้าสู่นิททราอีกครั้ง

เมื่อรู้สึกตัวอยากจะลืมตา เพื่อไปทำกิจวัตรส่วนตัว เรียกสติตัวเองอีกครั้ง ยังจำความฝันได้ว่า ได้อยู่ในที่อบอุ่นและมีความรัก ช่างแจ่มชัดในความรุ้สึกนัก เอาหล่ะวันนี้เช้าวันใหม่แล้ว ฉันจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ ฉันจะเป็นคนดี ทำชีวิตของตนเองให้ดี สิ่งที่ร้าย ๆ สิ่งที่ไม่พึ่งใจยังไง ก็ช่างมัน เดี๋ยวก็ผ่านไป ฉันก็จะโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่ดี เอาหลฃ่ะสิ่งที่เราจะต้องทำวันนี้มีอะไรบ้างนะ อะไรกันแขนขามันไม่ขยับเหมือนดั่งใจคิด แม้แต่ดวงตาก็ไม่มีแรงแม้จะลืมขึ้น

ตอนนี้รู้แล้วว่า สิ่งที่ฉันได้ยินและรู้สึกมันเป็นเพียงแค่ความฝัน แต่ทำไมฉันยังไม่ตื่นซักที ลืมตาไม่ได้ คอก็แห้ง แขนขาก็ขยับไม่ได้ ฉันอยากจะตื่นแล้ว แต่ก็ทำได้แค่คิด มีเสียงคนร้องให้อยู่ข้าง ๆ เตียง เป็นเสียงของแม่ และมีเสียงที่ฉันคุ้นเคยอีกหลายเสียง กำลังปลอบใจเธออยู่

"ไหนหมอบอกว่าอะไรบางไหนบอกพวกเราซิ " เสียงใครคนหนึ่งรบเร้าให้ใครซักคนพูด
"หมอบอกว่าคืนนี้ เธอจะต้องจากไป เค้าไม่สามารถจะพยุงชีวิตของเธอได้อีกต่อไป งูที่กัด มันเป็นงูจงอาง มีพิษร้ายแรง ที่จะทำให้ประสาทเป็นอัมพาต ลืมตาไม่ได้ กลืนอาหารไม่ได้ " เสียงอีกคนตอบ เสียงของแม่ยิ่งร้องให้หนัก
"เด็กมันคงไม่เห็นว่าตรงนั้นเป็นที่วางไข่ของงู จึงไปนั่งเข้า นี่ถ้าเห็นเร็ว ๆ ก็ยังคงพอช่วยไว้ทัน แต่นี่มันหนีไปซ่อนตัว กว่าจะไปหาเจอก็มืดค่ำแล้ว" เสียงอีกคนตอบ มีเสียงอีกหลายเสียงที่กำลังวิพากวิจารย์สิ่งที่เกิดขึ้นกับฉัน ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกันฉัน ไม่นานฉันก็คงจะตาย อย่างน้อยฉันก็รู้แล้ว ว่าแม่ของฉันก็เสียใจเหมือนกัน เพราะเค้าร้องให้ เค้าก็คงรักฉันในแบบของเค้า เสียงทุกเสียงเริ่มเลือนลาง ความตายเป็นอย่างไรกันนะ... มันจะเจ็บปวดกว่านี้มั้ย ...

จบ...



เขียนโดย ...“ปูล่า”


เรื่องนี้ส่งเข้าประกวดตามรายละเอียดด้านล่างค่ะ



ประกวดเรื่องสั้น-กวีนิพนธ์ เวที มติชนสุดสัปดาห์ ประเภทเรื่องสั้น

1. ไม่จำกัดรูปแบบและเนื้อหา พิมพ์เป็นภาษาไทย ความยาวไม่เกิน 5 หน้ากระดาษเอ 4

2. ผลงานที่ส่งเข้าประกวดต้องเป็นผลงานใหม่ ไม่ลอกเลียน แปล หรือดัดแปลงมาจากผู้อื่น รวมทั้งไม่เคยเผยแพร่ในสื่อรูปแบบใดมาก่อน

3. ไม่จำกัดคุณสมบัติผู้ส่งงานเข้าประกวด ทั้ง อายุ วัย เพศ ระดับการศึกษา และภูมิลำเนา ผู้ส่งเรื่องสั้นเข้าประกวดสามารถส่งได้ไม่เกิน 1 คนต่อ 1 เรื่อง

4. เปิดรับเรื่องสั้นเข้าประกวด ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2554 - 31 พฤษภาคม 2554

5. ผู้ส่งเรื่องสั้นเข้าประกวด ต้องระบุนามปากกา, ชื่อจริง และที่อยู่ที่สามารถติดต่อได้โดยสะดวก เบอร์โทรศัพท์ และอีเมล์ มายัง กองบรรณาธิการมติชนสุดสัปดาห์ เลขที่ 12 ถนนเทศบาลนฤมาล หมู่บ้านประชานิเวศน์ 1 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กทม.10900 (ประกวดเรื่องสั้น) หรือ weekly_matichon@hotmail.com

6. มติชนสุดสัปดาห์จะคัดเลือกเรื่องสั้นที่ส่งเข้ามาเพื่อตีพิมพ์ในนิตยสาร ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2554 ถึงเดือนพฤษภาคม 2555 จากนั้นจะรวบรวมเรื่องสั้นที่ได้รับการตีพิมพ์ทั้งหมด ให้คณะกรรมการ ซึ่งจะประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิในแวดวงวรรณกรรม ตัดสินว่า เรื่องสั้นใดควรจะได้รับรางวัล และประกาศผลให้ทราบโดยเร็ว

7. รางวัลเรื่องสั้นชนะเลิศ 50,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศ (2 รางวัล) 30,000 บาท และรางวัลชมเชย (3 รางวัล) 10,000 บาท

สารบัญ ชายผู้หลงหาย (เรื่องสั้นแนวลึกลับ)

ชายผู้หลงหาย ตอนที่ 1 “ฉันเป็นใคร”
ชายผู้หลงหาย ตอนที่ 2 หญิงสาวกลางป่า

ชายผู้หลงหาย ตอนที่ 3 ความสามารถพิเศษ
ชายผู้หลงหาย ตอนที่ 4 เรื่องประหลาด



ดาวน์โหลดอ่าน เรื่องสั้น ชายผู้หลงหาย ฟรี คลิก

ชายผู้หลงหาย ตอนที่ 2 หญิงสาวกลางป่า

แสงจันทร์สาดส่องที่ร่างที่สงบ ที่ติดอยู่บนเถาวัลย์ คิ้วที่หนาได้รูป รับกับจมูกเป็นสันโด่ง ใบหน้าจากสงบ กลายเป็นเครียด ริ้วรอย ย่นหน้าผากเมื่อขยับตัว หรืออาจเป็นเพราะความเมื่อยล้าที่อยู่ในท่าเดิม สติเริ่มคืนกลับ เหตุการณ์ยังแจ่มชัดในความรู้สึก กับเรื่องเมื่อเย็นที่ผ่านมา เสียงที่เงียบสงัด กลับมีเสียงเหยียบไม้แห้ง ดังซวบ ๆ ใกล้เข้ามาทุกที ตอนนี้จิตเค้าพร้อมเต็มที่กับสิ่งที่จะเกิดขึ้น ความทรงจำก่อนหน้าที่เค้าจะอยู่ที่สวนสาธารณะยัคงไม่กลับคืน ได้แต่คิดว่าไม่เป็นไรหรอกกับสิ่งที่เค้าจำไม่ได้ แต่ตอนนี้คงต้องเอาตัวรอดก่อน กับเสียงที่แปลกที่เหมือนจะตรงเข้ามาหาเค้าตอนนี้ และเสียงนั้นมายืนหยุดห่างจากเค้า ไม่ถึง 5 เมตร

เค้าค่อย ๆ ลืมตาขึ้น แสงจันทร์ช่วยทำให้เค้าได้เห็นชัดขึ้นในความมืดแม้มันจะไม่ชัดก็ตาม ให้ตายเถอะมีหญิงสาวที่ไหนมาอยู่ในป่าลึกแห่งนี้กัน ดูเธอไม่มีพิษมีภัยอะไร แต่งตัวเหมือนชาวบ้านป่า กวักมือเรียกเค้าให้ออกมา อยู่หยอย ๆ ที่จริงเธอคนนั้นน่าจะมีมีดหรืออะไรมาช่วยตัดเถาวัลย์พวกนี้ออกไปจะง่ายซะกว่า เค้าเริ่มขยับตัว ด้วยแรงของชายวัยฉกรรจ์ของเค้า เถาวัลย์พวกนั้นก็ออกโดยไม่ยาก หากค่อย ๆ ดึงออกทีละอัน ก็ล้มลุกคลุกคลานพาสมควร กว่าจะทำให้ร่างกายมีอิสระภาพจากไม้แห้งพวกนี้ได้ ยังมีม่านเถาวัลย์อีกสองสามชั้น และที่สำคัญมีมีหนามด้วย จึงต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก สาระวนกับสิ่งพันธนาการอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง แก้ไปสบถไป ตามประสา แต่สมองเค้าก็คิดทบทวน หันมองออกไปด้านนอกป่า หญิงสาวคนนั้นก็หายไปแล้ว ชายหนุ่มรู้สึกแปลกใจมาก จึงร้องเรียก

“ น้องสาว เธออยู่ที่ไหนหน่ะ ฉันมองไม่เห็นเธอเลย” หรือว่าเธอคนนั้นจะไปเรียกให้คนมาช่วย แต่นี่มันก็ป่าลึก เธอคนนั้นหายไปอย่างไรร่องรอย ชะงักไปซักครู่ก็มีเสียงเพรียกลอยมาตามลมเบา ๆ

“ชั้นอยู่นี่จ๊ะ พี่ออกมาไว ๆ ซิจ๊ะ “ หันไปอีกครั้งก็เห็นผู้หญิงคนนั้นยังยืนอยู่ตรงที่เดิม ชายหนุ่มเพ่งไปอีกครั้ง ร่างกายของเธอคอ่ย ๆ เปลี่ยนไป นั่นมันเสือลายพาดกลอนชัด ๆ ที่หมอบอยู่ มันจ้องมาที่เค้าเขม็ง
เร็วเท่าความคิด เค้าถอยหลังเข้าไปที่เถาวัลย์หนามอีกครั้ง ส่วนเสือที่หมอบอยู่ก็กระโดดเข้ามาเหมือนจะมันรู้ว่าเหยื่อของมันรู้ตัวแล้ว ใจชายหนุ่มเต้นระรัว นี่มันอะไรกัน ผู้หญิงชาวบ้าน เสือลาดพาดกลอน หรือว่าจะเป็นเสือสมิง ความคิดแวป ขึ้นมาในสมอง อะไร อะไรมันชักจะไปกันใหญ่ มันเกิดเรื่องบ้าอะไรกับเค้ากัน มองออกไปด้านนอก ก็ยังเห็นเจ้าเสือใหญ่ลาดพาดกลอนตัวนั้น เดินวนไป วนมา มันคงไม่กล้าเข้ามาเพราะเถาวัลย์หนามนี่หล่ะมั้ง ขนาดเค้ามีแขนขาที่หยิบจับอะไรได้ยังยาก ที่จะเอาออก ถ้าเจ้าเสือนั่นเข้ามามันคงจะออกไปไม่ได้แน่

“ พี่จ๋าออกมาซีจ๊ะ ช่วยชั้นด้วย เสือมันจะกินชั้นแล้ว “ ชั่วอึดใจ ก็ ได้ยินเสียงผู้หญิง นั้นร้องอ้อนวอนเพื่อให้เค้าออกไป เสียงนั่นช่างโหยหวน ทำให้สยองเป็นอย่างยิ่ง เกิดมาไม่เคยเจออะไรน่ากลัวแบบนี้
“พี่จ๋า ช่วยด้วย ช่วยชั้นด้วยจ๊ะ โอ๊ย โอ๊ย“ เสียงร้องดังมากอย่างเจ็บปวด ชายหนุ่มผู้ไม่รู้กระทั่งชื่อตัวเอง นั่งขดตัวอยู่หลังม่านเถาวัลย์ ไม่ขยับได้แต่ภาวนาในใจว่าให้เหตุการณ์เหล่านี้ หายไปซะที ประสาทของเค้าเขม็งตึงไปทุกขณะ ค่อย ๆ ตั้งสติ ได้ระรึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เจ้าป่า เจ้าเขา ขอให้ช่วยไล่เจ้าเสือตัวนี้ไปซะที

“จงไปซะ เจ้าเสือร้าย ชายผู้นี้อยู่ในการคุ้มครองของเรา” เสียงเย็น ๆ ดังแว่วมา เหมือนเสียงสวรรค์ที่ทำให้เค้าได้ใจชื้น มองออกไปเจ้าเสือร้ายที่จ้องมองตาเขม็งค่อย ๆ เคลื่อนตัว ถอยหลังออกไป ใครกันนะมาช่วยทำให้เค้าได้รอดพ้นจากเหตุการณ์ร้ายครั้งนี้ มองไปก็ไม่เห็นใครหรือจะเป็นเจ้าป่า เจ้าเขาที่เขาอธิฐานขอช่วยคุ้มครอง

“จงอยู่ตรงนี้เถิดพ่อหนุ่ม จนรุ่งเช้าออกออกมา แล้วเจ้าจะปลอดภัย เราจะนำท่านไปส่งดังทางที่เจ้ามา” เหมือนดังตกอยู่ในภวังค์ ความกังวลของเค้าสิ้นไป ก้มหน้าซบกับเข่าที่ชันอยุ่สองข้าง ได้แต่เพียงคิดว่า รอให้ถึงเช้าก่อน ค่อยออกเดินทาง

ชายผู้หลงหาย ตอนที่ 1

ชายหนุ่มลืมตาขึ้น รู้สึกปวดตึ๊บที่สมอง แสงจ้ารอดมาที่รูม่านตา พร่ามัวไปซักครู่บรรยากาศรอบกายก็ชัดเจน เป็นเวลาเย็น ดูเหมือนว่าเค้าจะอยู่ที่สนามเด็กเล่น รอบกายเต็มไปด้วยเด็ก ๆ และผู้คนมากมายที่มาเล่นที่สนามหญ้าแห่งนี้ บ้างก็ปีน ชิงช้า บ้างก็เล่นม้าหมุน มีเสียงเด็กร้องไห้ดังมาจากด้านหลังเพราะว่าแย่งกันเล่นของเล่น เสียงสุนัขที่คนพามาเดินเล่นเห่าคนเก็บขยะ เสียงหัวเราะของผู้ใหญ่ที่มองดูเด็ก ๆ ด้วยความขันในความน่ารัก ทุกคนไม่ได้สนใจเค้าด้วยซ้ำว่า ว่าเขาได้ยืนอยู่ตรงนี้

เขาค่อย ๆ หลีกลี้หนีผู้คนกับกิจกรรมที่เกิดขึ้นต่อหน้า ก้าวหลังไปสองสามก้าว ก็สะดุดกับรถเข็นผู้หญิงแก่คนหนึ่ง ชะงักไปซักครู่ หญิงแก่มองหน้าเค้าอย่างกับจะรอคอยคำขอโทษจากเค้า

“ขอโทษครับ” เขาพูดออกไปเบา ๆ จากลำคอที่แห้งผาก
“ เธอมาทำอะไรที่นี่ ดูเหมือนว่าเธอไม่ใช่คนแถวนี้เลยนี่” หญิงแก่ถามเสียงแหบ
“ผม...ผม ... มาเดินเล่น” เขาชะงักนิดหนึ่งก่อนที่จะตอบไป
“ท่าทีดูลุกลน ไม่ได้คิดจะมาทำอะไรไม่ดี กับเด็ก ๆ ที่นี่ใช่มั้ย “ หญิงแก่จ้องหน้า สอบถามคาดคั้น
“ป่าวครับ ผมไม่ได้คิดจะทำอะไร “ เค้าตอบ แล้วเดินก้มหน้างุด ๆ รีบเดินจากไป

เขาพยายามลำดับเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้น นี่เค้าจำไมได้กระทั่งชื่อตนเองเชียวหรือ แล้วชีวิตที่ผ่านมาของเค้าไปอยู่ไหน ไปทำอะไร อยู่ที่ไหนมา คิดอย่างเดียวคือต้องออกไปจากสถานการณ์ที่เค้าเองที่ไม่เข้าใจให้เร็วที่สุด

“มึงเดินออกมาทำไม ไม่ทำงานให้เสร็จเรียบร้อย แล้วเราก็จะได้ออกไปจากที่นี่กัน “ชายหนุ่มหันควับ ไปตาม เสียงทุ้ม ๆ แต่ก็สัมผัส ได้ถึงความตื่นเต้น ที่พูดพอให้ได้ยินกันสองคน ชายคนนี้ที่ใส่แจ็กเก็ตสีเขียวเหมือนทหาร กางเกงลายพราง ที่จ้องเข้าไปในสนามเด็กเล่นไม่วางตา

“แล้วนี่มึงจ้องกูทำไมวะ เดี๋ยวก็มีคนสงสัยหรอก ไอ้บ้านี่ จะทำหรือไม่ทำวะ กูจะไปรายงานหัวหน้า ว่ามึงทำเสียแผน” เกิดอะไรขึ้นที่นี่ แล้วค้ามาทำอะไรที่นี่กัน ผู้ชายคนนี้ดูเหมือนจะเป็นคนเดียวที่รู้จักเค้า แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่เรื่องดีเลย หรือว่า เค้าจะเป็นโจร จับเด็กเรียกค่าไถ่ หรือว่า เป็นคนส่งยาบ้ากันแน่ ชายหนุ่มยิ่งคิดยิ่งกลัว หากเค้าจะต้องรู้ความจริงว่าที่แท้แล้วเค้าเป็นใครกันแน่

“เฮ้ย มึงจะวิ่งไปไหนวะ ไอ้ .เห้... นี่...” ชายหนุ่มวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต เข้าไปในป่าด้านหลังอย่างเร็วที่สุด เสียงผู้ชายคนนั้นร้องไล่ตามหลังมา แต่ชายหนุ่มก็ไม่หยุด เค้าวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่เค้าจะไม่ยอมทำอะไรที่ผิดแบบนั้นแน่ ทั้งล้มลุกคลุกคราน เข้าไปในป่ารึกเรื่อย ๆ จน ไปติดอยู่กับ เถาวัลย์ ที่ระโยงระยาง ใต้ต้นโพธิ์ใหญ่

ยิ่งคิด ก็ยิ่งสับสน หัวก็แทบจะระเบิด นี่ถ้าไม่ติดอยู่ที่เถาวัลย์ คงจะวิ่งเข้าไปอีกไกลเข้าไปในป่า ขาที่วิ่งมาไกลก็ยิ่งล้า จนความรู้สึกที่ขาก็แทบจะไม่มี ไม่มีเรี่ยวแรงที่จะพาตัวเองออกจากเถาวัลย์นั้น จึงผล่อยหลับไป

ตอนที่ 6 นี่หรือความรัก

เสียงรถเข้ามาจอดที่หน้าบ้านเช่า แต่เนลก็ไม่ลุกขึ้นดู เพราะจำได้ว่า เสียงนั้น คือเสียงรถของไมค์ เสียงลั่นกุญแจหน้าบ้าน ไขประตูเข้ามาที่ประตูด้านใน เดินขึ้นบรรได เธอได้ยินชัดเจน เพราะบริเวณข้างบ้านก็เงียบ สงบ เพราะส่วนใหญ่ก็คงไปทานงานกันหมด เนลก็ไม่เคยคิดเลยว่า อยู่บ้านเวลากลางวันมันจะเงียบสงัดขนาดนี้ เพราะเธอไม่เคยอยู่บ้านเลยตั้งแต่ย้ายมาอยู่ที่นี่ รังรักของเธอและไมค์
“ก๊อก ก๊อก ที่รัก ผมมาแล้วครับ” เสียงเคาะประตู พร้อมกับสำเนียง นุ่มหู พูดด้วยความห่วงใย
เนลยังคงนอนนิ่ง ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่าไงรดี จะเกรี้ยวกราด ว่ากล่าว หรือ จะพูดด้วยสติ ดี ยิ่งคิดน้ำตาก็ยิ่งไหลทั้งที่ยังหลับตา ลมหายใจอุ่น ๆ และ จมูกเย็น ๆ ก็มาสัมผัสที่แก้มของเนล

“โธ่ ที่รัก ตัวคุณร้อนมากเลย ให้ผมพาคุณไปโรงพยาบาลนะครับ” เสียงไมค์เว้าวอน เห็นเนลนอนจมกับเตียงแบบนี้ หัวใจเค้าแทบตกลงมาที่ตาตุ่ม
“ฉันไม่ไปค่ะ เดี๋ยวก็หาย “ เนลพูดทั้งยังหลับตา ได้ยินเสียงเนล ไมค์ค่อยโล่งใจ แต่ก็แปลกใจในท่าทีของคนรักที่ดูเย็นชา หรืออาจจะเพราะพิษไข้ ที่ทำให้เนลดูเหินห่างกับเค้าแบบนี้

“ งั้นคุณก็ทานอะไรหน่อยนะครับ ผมซื้อโจ๊กมาฝาก เจ้านี้อร่อยมาก” พูดจบไมค์ก็ลุกจากเตียง เพื่อเอาถุงโจ๊กไปใส่ถ้อย ที่ครัวด้านล่าง
เมื่อไมค์มาถึงบ้าน แล้วเนลก็โล่งใจ ผู้ชายคนนี้หน่ะหรือที่จะไปมีผู้หญิงอื่นได้ ดูเค้าช่างห่วงใยใส่ใจเธอขนาดนี้ ยิ่งคิดก็ยิ่งใจอ่อน แต่อย่างไรก็คงต้องถามไมค์ให้รู้ ว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใครกันแน่ ถึงได้มาอ้างสิทธิ และไมค์มีสัมพันธ์กับผู้หญิงคนนั้นจริงหรือไม่
เนลลุกขึ้นล้างหน้าล้างตา เพื่อที่จะคุยกับไมค์ ไม่อยากรั้งเวลาไมค์มากเพราะรู้ว่าไมค์ก็ห่วงงานที่เค้าทำแค่ไหน ไมค์ขยันทำงาน เพื่อพยายามที่จะสร้างครอบครัว โดยไม่อยากที่จะรบกวนทางบ้าน เพื่อจะพิสูจน์ตัวเองว่าเค้าสามารถเลี้ยงดูเนลได้ สามารถช่วยกันเพื่อสร้างครอบครัวของทั้งสองคนให้อบอุ่นและแข็งแรง เป็นสิ่งที่ไมค์พยายามพูดมาตลอด แต่ถึงวันนี้ไมค์ก็ยังไม่เคยพาเธอไปพบคุณแม่ของไมค์เลย ไม่เคยรู้ว่าคุณแม่ของไมค์อยู่ที่ไหนทำอะไร ไมค์ให้เหตุผลว่า เพราะว่าครอบครัวของไมค์พึ่งเสียคุณพ่อไป คุณแม่ไม่พยายามเปิดรับอะไรใหม่ ๆ ให้รอไปซักพักก่อน และทุกคืนไมค์ก็ต้องกลับไปนอนที่บ้าน เป็นเพื่อนคุณแม่

“มาแล้วครับ โจ๊กอุ่น ๆ สำหรับสุดที่รักของผม” ไมค์พยายามเอาอกเอาใจ

“ฉันอยากไปนั่งทานข้างล่างค่ะ “ เนลอยากเปลี่ยนสถานที่คุยเพราะไม่อยากให้พื้นที่ที่เธอคุ้นเคยทำให้เธอต้องเผลอพูดอะไรตามใจออกไป มันจะไม่เป็นการยุติธรรมกับไมค์

“ตามเจ้าหญิง บัญชา” พร้อมประคอง แทบจะอุ้ม เนลลงบรรได ไมค์มักจะมีคำพูดน่ารักแบบนี้เสมอ ทำเนลใจอ่อนยวบ ไม่อยากคิดเลยว่าถ้าหากการพูดครั้งนี้จะทำให้เราสองคนต้องแตกหัก แต่การที่มีความรักอยู่บนความไม่เชื่อใจ มันก็คงจะยิ่งทุกข์ทรมาน ยังไงก็ต้องพูดวันนี้

“ตี๊ด ๆ ๆ “ เสียงโทรศัพท์ดังเข้ามาในมือถือของไมค์ สองสามครั้ง ทำให้ความคิดของเนลหยุดชะงัก คำพูดที่กำลังจะเอ่ยถาม

“ครับ ครับ เดี๋ยว บ่ายโมงครึ่งถึงที่ทำงานเลยครับ” เสียงไมค์ตอบกลับในโทรศัพ์พอเดาได้ว่าที่ทำงานโทรตาม
“เนลครับ เย็นนี้ผมคงไม่ได้มาหาคุณนะ เพราะคุณแม่ท่านให้ช่วยขับรถไปส่งท่านทานข้าวกับเพื่อน ไว้พรุ่งนี้เช้าผมจะแวะมา พร้อมอาหารเช้านะครับ “ พูดจบไมค์ก็จูบที่หน้าผากของเนล แล้วก็สบตาเนิ่นนาน และก็เดินออกไปโดยไม่สนว่าเนลจะพูดตอบว่าอะไรหรือไม่ เนลเจ็บใจตัวเองที่ต้องมนต์สะกดของไมค์เข้าอีกแล้ว ยามที่ไมค์จ้องตา เธอไม่เคยที่จะขยับเขยื้อนไปไหนได้เลย แม้แต่จะพูดเอ่ยคำไดก็ยังติดอยู่ในลำคอ

โกรธตัวเองที่มัวแต่ทำตัวเป็นนางเอก สงบนิ่ง ไม่ถามตั้งแต่ครั้งแรก ที่เจอหน้าไมค์ แล้วนี่ จะได้มีโอกาสถามไมค์ได้เมื่อไหร่กัน

นี่หรือคือรัก ตอนที่ 5

ตอนที่ 5
กระเป๋า เสื้อผ้า ราคาแพง หลายชิ้น ที่เจสซี่ไปช๊อปปิ้งมา กองอยู่บนที่นอน ส่วนเจ้าตัวนั้นกำลังเพลิดเพลินกับฟองสบู่ ในอ่างอาบน้ำ เธอคือผู้หญิงคนเดียวกันคนที่นัดเนลพูดคุยเมื่อวานนี้ มือพลางวักน้ำน้ำเพลง ขัดตัวไป ก็พลางคิดถึงแผนการขั้นต่อไป ว่าจะทำอย่างไรต่อ

จะว่าไปก็สงสารเนลเหมือนกัน คงจะช๊อคกับสิ่งที่เธอพูดไม่น้อยเลยทีเดียว แต่ทำอย่างไรได้ เนลมายุ่งกับผู้ชายของเธอเอง เธอกับไมค์เป็นเพื่อนร่วมที่ทำงานกัน ไมค์เป็นผู้ชายที่น่าหลงไหล และน่าค้นหา เธอไม่เข้าใจมาตลอดเลยว่า ทำไมไมค์ต้องทำงานในบริษัทเล็ก ๆ ทั้งที่แม่ของไมค์เองก็มีกิจการโรงแรมใหญ่โต แต่ก็เป็นสิ่งดี เพราะนั่นทำให้เธอกับไมค์ได้พบกัน

หวังว่าเนลจะไม่บอกไมค์ว่าเธอนั้นเป็นใคร มาทำอะไร ได้ขอร้องอะไร ขอให้เนลกับไมค์ไม่เข้าใจกันจนถึงการเลิกลาด้วยเถอะ อะไรมันก็จะง่ายขึ้นอีกขั้น เธอได้ไปสืบมาหมดแล้ว ว่าเนลเป็นใคร ก็แค่ผู้หญิงธรรมดาไม่มีอะไรพิเศษ ไม่เห็นดีกว่าเธอตรงไหน เธอตะหากที่เหมาะสม แต่ถึงเนลจะบอกว่าเธอมาพูดอะไร ก็คงไม่เป็นไรเท่าไหร่ เพราะเธอก็มีแม่ของไมค์หนุนหลังอยู่ ดีซะอีก จะได้ให้รู้กันไปว่าเธอเป็นใคร จะได้ทำอะไรอย่างเปิดเผยซะที ที่จริงเธอเข้ากับแม่ไมค์ได้ดี อย่างน้อย แม่ก็รู้จักเธอได้ดีกว่าเนลซะอีก

ที่จริงเจสซี่ตอนแรกก็ไม่ได้คิดอะไรไมค์และไม่ได้คิดว่าจะต้องมาคิดแผนการ กีดกันผู้หญิงอื่นแบนี้ มีผู้ชายมากมายที่มาหลงไหล และเสนอว่าจะเลี้ยงดูให้เธอมีความสุข แต่ว่า ไม่มีใครถูกใจเธอได้เท่าไมค์ของเธอได้เลยซักคน จนกระทั่งคุณแม่ของไมค์ได้เชิญเธอให้ไปพบ และ เจรจาให้เธอจับตาดูไมค์ รวมถึงให้เงินก้อนใหญ่เพื่อเป็นทุนในการบริหารจัดการครั้งนี้ ทำให้ได้รู้ความจริงว่าไมค์เป็นใคร มีเงินทองมากมายก่ายกองแค่ไหน

ความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนร่วมงาน การได้จับตาดูไมค์ ได้เรียนรู้ เกี่ยวกับไมค์ ค่อย ๆ พัฒนาเป็นความต้องการที่เจสซี่เองก็ไม่เข้าใจ ว่ามันคือความรักหรือป่าว แต่ตอนนี้ รู้แค่เพียงว่าต้องทำทุกอย่างให้ไมค์และเนลเลิกกันตามคำบัญชาของคุณแม่ไมค์ ซึ่งตอนนี้มันไม่ใช่แค่เรื่องเงินอย่างเดียวแล้ว แต่มันก็เป็นความต้องการส่วนลึกของเจสซี่ไปแล้ว

ก็ดีเธอจะเอาเงินที่แม่ไมค์มาปรับปรุงแต่งตัว ให้ดูดี ให้ไมค์มองตามแบบเหลียวหลังเลย เธอจะเข้าไปหาไมค์ตอนที่ไม่เข้าใจกันกับเนลจะเข้าไปเป้นเพื่อนปลอบใจ ในลุกซ์ใหม่ที่แบบว่าเป็นนางเอกคอยช่วยซับน้ำตาเวลา ที่พระเอกอกหัก คิดไปก็หัวเราะในลำคอ เฮ้อไม่คิดเลยว่า คนอย่างฉัน เจสซี่ จะต้องมาทำอะไรแบบนี้ แต่ว่าสมัยนี้ถ้าไม่ทำแบบนี้ ก็คงจะไม่ได้ผู้ชายดี ๆ ความรักถ้าแย่งชิง ก็คงไม่ได้ สมัยนี้ ตุ๊ด เกย์เยอะจะตายไป เจอผู้ชายดี ๆ ไม่คว้าไว้ก็โง่เต็มที อีกอย่างเธอไม่ได้เริ่มต้น คุณแม่ของไมค์ตะหากที่มาจุดประกาย เธอควรทำให้ผู้หญิงที่เรียกว่าแม่ มีความสุขใช่หรือไม่ เจสซี่คิดหาเหตุผล นานา เพื่อสนับสนุนการกระทำของตัวเองเพื่อไม่ให้รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนเลวร้ายเกินไป

“สวัสดีค่ะคุณนายรี๊ด “ เจสซี่รีบพูดเมื่อคุณนายรี๊ด ตอบรับ เสียงโทรศัพท์ที่เรียกไปของเจสซี่

“สวัสดีจ๊ะ หนูเจสซี่ เป็นยังไงบ้าง เธอได้ไปบอกให้ เนลเลิกยุ่งกับลูกชายฉันยังไง เล่าให้ฟังหน่อยซิ” เสียงคุณนายรี๊ด ถามกลับมาอย่างร่าเริงหวังจะฟังข่าวดี

“พอหนูแสดงตัว ว่าเป็นอะไรกับไมค์จบ เนลก็ก็อึ้งเดินตัวลอยออกไปจากร้านอาหารเลยค่ะ อยากจะถ่ายวีดีโอให้ดูจริง ๆ ค่ะ เรื่องถึงขั้นนี้แล้ว หนูคิดว่าเค้าต้องเลิกกันแน่นอน” เจสซี่รายงานด้วยน้ำเสียงร่าเริงไม่แพ้กัน

“ฉันไม่วางใจอะไรหรอกนะ ไมค์ของฉันต้องได้ผู้หญิงที่คู่ควรเท่านั้น และผู้หญิงทั่วไปก็หวังจะจับลูกชายชั้นนั่นแหล่ะ ถ้าเป็นแบบนั้นจริง กิจการที่ฉันสะสมมาก็จะถูกใครไม่รู้เข้าครอบครอง ฉันต้องแน่ใจว่าผู้หญิง ที่จะมาเป็นภรรยาลูกชายชั้นต้องดีพอ และเพื่อให้มั่นใจฉันต้องเป็นคนหาเอง เท่านั้น” คุณนายรี๊ด คุณแม่ของไมค์พูดเพื่อหวังจะให้เจสซี่เข้าใจความตั้งใจของเธอ

“แน่นอนค่ะ ดิฉันจะทำ และช่วยทุกวิถีทาง ให้สมกับความไว้วางใจที่คุณได้ไว้วางใจดิฉันค่ะ “ ที่จริงเจสซี่ก็เข้าใจในความนัยของคุณนายรี๊ด แต่ก็อดคิดเข้าข้างตัวเองไม่ได้ว่า ถ้าเธอนั้นได้ทำดีแล้ว คุณนายรี๊ดก็อาจจะเสนอให้เธอเป็นภรรยาของไมค์ชายที่เธอรักก็เป็นได้ แต่ตอนนี้คงให้คุณนายรี๊ดรู้ไม่ได้ว่าเธอเองก็แอบมีใจให้ไมค์เช่นกัน มิฉะนั้นคงจะต้องถูกกีดกันแน่นอน เพราะคุณนายรี๊ดเองก็ไม่รุ้อะไรเกี่ยวกับเธอมากมายนัก รู้แค่ว่าเธอและไมค์เป็นเพื่อนร่วมงานกันเท่านั้น

นี่หรือความรัก ตอนที่ 4

เสียงปี๊บ ปี๊บดังเหมือนมีข้อความเข้ามา จากโทรศัพท์ มือถือของเนล ทำให้เธอต้องตื่นจากหลับไหล ทั้งที่รู้สึกว่าได้นอนเมื่อตะกี้นี้เอง เหลือบไปมองนาฬิกาข้างหัวมันเป็นเวลา 10 โมงเช้า นี่เราตื่นสายขนาดนี้เลยหรอ อาจเป็นเพราะว่าเมื่อคืนจิตใจสับสนวุ่นวาย กับเหตุการณ์ที่ผ่านมา ความคิดค่อยลำดับเข้ามา ว่าทำไม ป่านนี้เธอยังอยู่บนที่นอน เมื่อตั้งสติได้แล้ว ก็ลุกออกจากที่นอนเพื่อทำความสะอาดร่างกาย เพื่อที่จะไปทำงานตามหน้าที่ที่รับผิดชอบ

นี่เป็นครั้งแรกในรอบปีที่เนลต้องไปทำงานสาย เหลือบตามองเห็นแปลงสีฟันของไมค์ ที่วางอยู่ในแก้วน้ำตาก็พาลจะไหล นี่หรือ พิษรักแห่งความไม่ไว้วางใจ ช่างทำเนลให้น้ำตานองหน้าอยู่ตลอดเวลา เนลยืนนิ่งมองหน้าตัวเองในกระจกที่ยังไม่ได้แต่งหน้า ตายังบวม ตาสีขาวกลายเป็นสีแดง นี่เราจะไปทำงานในสภาพแบบนี้ได้อย่างไร ถ้าแต่งหน้าแล้วมันจะสามารถปกปิดร่องรอยแห่งความบอบช้ำได้พอหรือป่าว

ถ้าไม่มีเสียงโทรศัทพ์ ด้านนอก เนลก็คงยังไม่ตื่นจากความคิดของตัวเอง ดูเหมือนว่า อะไรต่อมิ อะไรก็มารุมเร้าเธออยูคนเดียว เดินไม่กี่ก้าวเนลก็ถึงโทรศัพท์ที่วางอยู่ข้างเตียง มองที่หน้าจอเป็นชื่อของไมค์

“ฮัลโหล” เสียงที่พยายามไม่ให้สั่น ตอบรับโทรศัพท์อย่างยากเย็น

“ ที่รัก ถึงที่ทำงานแล้วใช่มั้ยครับ “ เสียงไมค์ถามมาเหมือนเป็นปกติของวัน ที่โทรมาถามสารทุกข์สุขดิบตามประสาคนที่รักกัน น้ำเสียงของไมค์ไม่มีอะไรผิดปกติ หรือเพราะว่าไมค์ไม่ได้รู้เรื่องที่เกิดเมื่อวานนี้ แล้วไมค์จะปิดบังเรื่องนี้กับเราไปจนถึงเมื่อไหร่

“ยังค่ะ วันนี้ฉันรู้สึกไม่สบาย ยังอยู่ที่บ้าน คุณหล่ะคะ อยู่ที่ไหน “ เนลถามและเงี่ยหูฟังว่า ว่าไมค์จะตอบว่าอยู่ที่ไหน และฟังบรรยากาศรอบข้างว่าตรงกันหรือไม่ ให้ตายซิ นี่ฉันกลายเป็นคนช่างจับผิดตั้งแต่เมื่อไหร่กัน เนลคิด

“ ที่รักคุณเป็นอะไร ไม่สบายมากมั้ย เดี๋ยวผมจะขับรถหานะ “ ไมค์ถามกลับอย่างรวดเร็ว เพราะ เป็นห่วงเนลจริง ๆ ซึ่งก็รู้ว่าเนลไม่ค่อยป่วยไม่ค่อยเป็นอะไร เมื่อคืนเค้าน่าจะโทรหาเนลคงจะรู้ไวกว่านี้ ว่าเนลไม่สบาย

“ไม่เป็นอะไรมากค่ะ รู้สึกปวดหัวนิดหน่อย เดี๋ยวจากวางสายกับคุณ ฉันจะโทรไปลางาน ทานยาแล้วก็นอนพัก ไม่ต้องห่วง ฉันดูแลตัวเองได้” เนลตอบกลับมาลงท้ายด้วยความรู้สึกสาระพัด ทั้งน้อยใจ ตัดพ้อ ชิงชัง พยายามจะไม่ใยดี

“ ไม่ให้ เป็นห่วงได้ไงหล่ะครับ คุณเป็นแฟนผมนะ เดี๋ยวเที่ยงผมจะเข้าไปหาคุณ ไม่ทำแล้วงาน จะซื้ออาหารเข้าไปให้ ไปอยู่ดูแลคุณนะครับ ที่รัก “ ไมค์รีบตอบกลับมาด้วย ความห่วงใย โดยไม่รู้ถึงความหมายโดยนัยที่เนลได้พูดออกมาเลย เค้ายังคงมีอาการปกติที่ รักใคร่ และห่วงใยเนล

“ค่ะ “ เนลตอบสั้น ๆ อยากให้การสนทนาจบโดยเร็ว ก่อนที่น้ำตาจะร่วงเผาะลงมา ให้ไมค์จับได้ ดีเหมือนกัน ที่ไมค์จะมาหา จะได้สอบถามให้รู้เรื่อง เธออยากรู้ว่าไมค์จะตอบว่าอย่างไร น้ำเสียงในโทรศัพท์ กับ การที่ได้เห็นไมค์พูด มันจะทำให้อะไรมันแน่นอน และกระจ่างมากขึ้น

สารบัญ นี่หรือความรัก

นี่หรือคือความรัก ตอนที่ 1
นี่หรือคือความรัก ตอนที่ 2
นี่หรือคือความรัก ตอนที่ 3
นี่หรือคือความรัก ตอนที่ 4
นี่หรือคือความรัก ตอนที่ 5
นี่หรือคือความรัก ตอน 6

นี่หรือความรัก ตอน 3

“เป็นไงบ้าง เมื่อคืน ฝันดีมั้ยจ๊ะลูกรัก “ไม่ทันที่ไมค์จะถึงบรรไดขั้นสุดท้าย เสียงอารมณ์ดีของแม่ดังมาจากห้องอาหาร ทักทาย

“ครับคุณแม่ “ เขาตอบสั้น ๆ เพราะเมื่อคืนนี้เค้ารู้สึกแปลก ๆ แต่ก็ไม่อยากพูดอะไรมากกว่านั้นเพราะไม่อยากขัดอารมณ์ทำให้แม่ ไม่สบายใจกับเความรู้สึกอะไรไม่รู้ของเค้า

“วันนี้กลับบ้านเร็วหน่อยนะจ๊ะลูก แม่อยากให้ไมค์ขับรถให้และไปเป็นเพื่อนกับแม่ แม่นัดทานอาหารอิตาเลี่ยนกับเพื่อน

“นัดกับคุณน้าไลน่าหรือปล่าวครับ” ปากไวเท่าความคิด เพราะคราวที่แล้วก็กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเพราะผู้ใหญ่ทั้งสองชอบจับคู่ให้ไมค์กับ ลีน่า ซึ่งเป็นลูกสาวคุณน้าที่สนิทกับแม่ของเขา

“ก็แล้วทำไม หากแม่จะนัดกับคุณนายไลล่า เพื่อคุยกันต่อ เรื่องงานแต่งงานของลูกกับหนูลีน่า เดี๋ยวเราสองครอบครัวก็จะเป็นทองแผ่นเดียวกัน “
“แม่หล่ะถูกใจหนูลีน่าจริง ๆ เธอช่างเหมาะสมกับลูกดั่งกิ่งทองใบหยก”

พอแม่พูดจบก็เดินออกไป ที่หน้าตึกที่มีคนขับรถรออยู่ เพื่อไปดูแลกิจการโรงแรมเหมือนปกติทุกวัน โดยไม่รอให้ไมค์ตอบปฏิเสธ หรือตอบรับ ว่าจะไปกับแม่ได้หรือไม่ ปล่อยให้ไมค์ยืนอึ้งอยู่อย่างนั้น

จะบอกแม่อย่างไรดีว่า ในเมื่อมีคนที่อยากจะแต่งงานด้วยอยู่แล้ว ผู้หญิงที่เค้ารักสุดหัวใจ คือ “เนล”

นี่หรือความรัก ตอนที่ 2

ค่ำคืนดูช่างยาวนานนัก เสียงค่ำคืนที่เงียบสงบ จนได้ยินแต่เสียงเดินของนาฬิกาที่ดังอยู่อย่างสม่ำเสมอ เนลลืมตามองดูเพดานท่ามกลางความมืด เพ่งตาแทบไม่กระพริบเหมือนจะค้นหาอะไร ที่อยู่ในซอกเพดานเล็ก ๆ นั่น

เธอไม่เคยระแคะระคายเรื่องแบบนี้มาก่อน ด้วยความไว้ใจที่ เธอมีให้ สิ่งที่ไมค์เคยเป็นและเคยทำให้เธอ ก็ไม่เคยมีอะไรผิดปกติ ไม่เคยมีโทรศัพท์ที่ชวนสงสัยเข้ามาระหว่างที่ทั้งสองอยู่ด้วยกัน ไม่มีวี่แววจริง ๆ ที่ไมค์จะมีใคร ทั้งอีเมลล์ และ Facebook เนลสามารถเช็คได้ตลอดเวลา แล้วนี่ เค้าทั้งสองคนไปรู้จักกันตอนไหน และคบกันมาได้อย่างไร คำถามเกิดขึ้นในใจมากมาย ซึ่งถ้าหากเรื่องที่รู้เป็นเรื่องจริง ไมค์ก็โกหกเธอได้แนบเนียนมาก ๆ

หรือว่าผู้หญิงคนนั้นโกหก เดี๋ยวมีพวกหลอกลวงต้มตุ๋นมากมาย แต่ว่าผู้หญิงที่ชื่อเจสซี่ จะได้ประโยชน์อะไรจากการที่โกหกหล่ะ ผู้หญิงคนนั้นต้องการไมค์นี่นา ถึงต้องลงทุนทำถึงขนาดนี้

น้ำตาไหลอาบสองแก้มหญิงสาว อยากจะโทรหาไมค์สอบถามให้รู้เรื่อง อยากจะรู้ว่าเค้าจะพูดยังไง แล้วถ้าหากเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง เธอจะทำอย่างไรต่อไป น่าแปลกนักที่เนลยังนอนคิดสับสนอยู่แบบนี้ ทั้งที่หากเป็นเมื่อก่อน ถ้ารู้แบบนี้เธอจะต้องไปถามให้รู้เรื่องทันที ต้องอาระวาดให้กระเจิงกันไปข้างหนึ่งเลยทีเดียว หรือว่าเนลกลัวอะไร การลาจากที่แท้จริง หรือ กลัวว่าเรื่องเมื่อกลางวันจะเป็นเรื่องจริง เนลยังไม่พร้อมที่จะรับรู้อะไรตอนนี้จริง ๆ

นี่หรือความรัก ตอนที่ 1

ณ ร้านอาหารกลางเมืองแห่งหนึ่ง เพราะเนลได้รับนัดหมายจากผู้หญิงคนหนึ่งที่บอกว่ามีเรื่องสำคัญจะบอกเกี่ยวกับไมค์ซึ่งเป็นแฟนของเธอ
“ฉันมีเรื่องที่อยากจะขอร้อง ขอได้โปรดเห็นใจฉันด้วย”
“ เนล วันนี้ที่ฉันมาพบเธอ เพื่อจะขอร้องในสิ่งที่ธออาจจะทำยากซักหน่อย”

ผู้หญิงคนนี้เป็นใครกันนะ ที่อยู่ตรงหน้าของฉันเค้ากำลังจะพูดอะไรกัน ดูเธอพยายามรวบรวมความกล้ามากมาย เนลได้แต่ยืนนิ่งคิดอยู่ได้แค่นั้น เพราะตกใจที่โดนจู่โจมด้วยคำพูดที่ไม่ได้ฟังบ่อยนักในปกติวัน

“ ฉันกับไมค์ เราเคยอยู่ด้วยกันมาช่วงระยะเวลาหนึ่งพร้อม ๆ กับที่เค้าได้คบกับเธอ แต่ว่าเค้าบอกเลิกกับชั้นโดยเค้าให้เหตุผลว่าเค้ารู้ตัวว่ารักเธอและอยากจะใช้ชีวิตกับเธอคนเดียว ”
“ไมค์เล่าให้ฉันฟังว่าเธอคู่ควรกับเค้า เล่าเรื่องเธอมากมาย เพื่อให้ฉันได้แสดงความยินดีกับเค้าที่จะมีความสุขกับเธอโดยไม่มีฉัน “

แค่ประโยคแรกก็ทำให้ฉันแทบกระอัก ทั้งโกรธ ทั้งอาย ที่ไมค์ช่างใจร้าย ขณะที่คบกับฉันและยังคบกับ ผู้หญิงอีกคน ซึ่งก็เป็นคนเดียวกันกับคนที่นั่งอยู่ตรงนี้ ไมค์ทำได้อย่างไรกัน

“ฉันรู้ว่าเธอมีพร้อมทุกสิ่งอย่าง อยู่ในครอบครัวที่อบอุ่น แต่เธอรู้มั้ยว่าฉันไม่เคยมีเลย ก่อนหน้าที่ฉันเจอไมค์ ฉันก็อยู่คนเดียวมาตลอด พอมีไมค์เข้ามาในชีวิต ทำให้ฉันรู้สึกอุ่นใจและมีความสุขมาก ใคร พ่อแม่ฉันก็จากไปตั้งแต่ฉันยังเด็ก ฉันไม่เคยรับรู้ความอบอุ่นจากครอบครัว แต่พอฉันได้สัมผัสไมค์ทำให้ฉันรู้ว่าความรักคืออะไร ฉันไม่รู้จะอยู่อย่างไร ถ้าหากเค้าต้องไปจากฉันจริง ๆ คิดว่าสงสารฉันเถิดนะ ฉันขอไมค์ให้ฉันได้มั้ย ได้โปรดเถอะเนล”

คำพูดที่พรั่งพรูของเจสซี่ ทำให้ฉันไม่รู้ว่าจะพูดอะไร ได้แต่เม้มปาก หูอื้อตาลายไปหมด เจสซี่ยังนั่งร้องให้ อยู่ในร้าน ส่วนฉันเดินออกมา จากร้านอาหาร ด้วยเรี่ยวแรงและพลังที่เหือดหายไป